สิ้นปีที่กระบี่
posted on 02 Jan 2007 16:37 by poonpoon in chillouttravel29
ข้าเก็บของเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืน คืนวันนี้เวลาสองทุ่มโดยประมาณ ข้าต้องขึ้นรถทัวร์ไปกระบี่กับเพื่อนๆ ทำไมข้าถึงอยากไปกระบี่หนะหรือ?
1. ข้าไปชอบเพื่อนของเพื่อนข้าคนนึงเข้า
2. มันก็ดีที่จะได้ไปเที่ยวไหนไกลๆสักแห่ง (แม้ว่าจะไม่ได้ไปกับคนที่ข้าชอบก็ตามที)
เมื่อคืนวาน ท่านเอ๋ส่งข้อความมาหาข้าว่าควรออกเดินทาง
ก่อนเวลามากๆ เผื่อไว้ว่าจะเจอกับการจราจรคับคั่ง ติดขัดในวันเดินทางก่อนปีใหม่ที่มักจะเกิดขึ้นทุกปี ข้าอาบน้ำแต่งตัว เตรียมของ ออกไปเรียกรถหน้าหมู่บ้านราว5โมงเย็น
ไม่มีรถแทกซี่คันไหนยอมไปสายใต้ใหม่เลยสักคัน ข้าผิดมหันต์ ลืมไป2อย่าง
1.ควรโทรเรียกแทกซี่ก่อนเวลาเพื่อให้แทกซี่มารับที่บ้าน
2.ออกให้มันเร็วกว่านี้อีก เพราะเสือกมัวแต่ฟังเพลงฆ่าเวลาอยู่นานนัก
เพราะช่วงเวลาที่รถมันจอดแน่นิ่งนอนอยู่นานบนถนนเช่นนี้ ใครจะอยากไป ใครจะมาสนใจว่าเราจะไปขึ้นรถไม่ทัน
ข้าคิดว่าอาจจะเดินทางไปที่สายใต้ใหม่ไม่ทัน ข้าจึงปรึกษาท่านแม่ข้า ท่านแม่ข้ากล่าวว่า
"เจ้าจงออกไปขึ้นรถประจำทาง ไปรอรถสาย 66 ที่ฝั่งตรงข้ามหน้าโรงเรียนเก่าเจ้า"
ข้าเชื่อ และยอมทำตามโดยดี ซึ่งก็เป็นหนทางหลีกหนีการจราจรที่แสนเบื่อหน่ายได้อยู่ระดับหนึ่ง
เมื่อไปถึงหน้าโรงเรียนเก่า รถสาย 66 ก็ยังไม่มา ข้าจึงเสี่ยงเรียกแทกซี่ไปเรื่อยๆ เรียกอยู่หลายคันรถ จนเจอคุณลุงท่านหนึ่งรับข้าไปส่ง ช่วงเวลาเช่นนี้ หาแทกซี่ได้ยากนัก และการเดินทางแบบนี้ต้องใช้ไหวพริบกันบ้างพอสมควร ต้องรู้ว่าเดินทางเส้นไหนไม่ติด แน่นอน คุณลุงท่านนี้มีคุณสมบัติของคนขับรถรับจ้างที่ดีอยู่ครบถ้วน (รวมถึงเรื่องยอมไปส่งข้าที่สายใต้ใหม่ด้วย)
ท่านลุงไปส่งข้าถึงที่หมายทันเวลา แล้วข้าก็รอเพื่อนๆอยู่ที่นั่น
การเดินทางครั้งนี้เดินทางไปกันทั้งหมด 6 คน ซึ่งประกอบไปด้วย
ข้า
ท่านเกดสะริน(ข้าเรียกสั้นๆว่าเกด) ท่านเกดเป็นเพื่อนกับข้าตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย แต่เราได้พลัดพรากจากกันหลายปีอยู่เพราะเรียนอยู่คนละมหาวิทยาลัย แต่อยากไรก็ตาม เราก็ได้เจอกันบ้าง และหลังๆ ได้เจอกันบ่อยขึ้น เพราะ...
ท่านเอ๋ แม่นางเป็นหญิงสาวที่ข้าชื่นชอบอยู่ในใจ รู้สึกว่าตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอ ข้าก็อยากรู้อยากเห็นอยากรู้จักในความเป็นนางอยู่เรื่อยๆ แต่ยัง ข้ายังมิได้หลงรักนางเสียแต่อย่างใด
ท่านผึ้ง เป็นเพื่อนของท่านเกดและท่านเอ๋ ข้าไม่รู้จักนางมาก่อน
ท่านแนน เป็นเจ้าบ้านที่เราจะไปพักกันที่กระบี่ ข้าก็ไม่รู้จักนางมาก่อนเช่นกัน
ท่านเอก เป็นคนรักของท่านแนน ข้าก็ไม่รู้จักมาก่อนอีกเช่นกัน
ครั้งหนึ่งข้าเคยนั่งรถจากพัทยามาลงที่สายใต้ใหม่ แต่ก็นานมาแล้ว นี่เป็นอีกครั้งที่ข้าได้เดินทางมาสายใต้ใหม่ ที่นี่คนเยอะ แออัดมากๆ ที่ยืนแทบไม่มี แน่นอน ไม่มีที่วางของ ท่ารถเมืองไทยก็เป็นอย่างนี้ ดูไม่ค่อยมีระเบียบ และ ไม่ค่อยมีมาตรฐาน ไม่ตรงเวลา เพราะตั๋วเขียนว่า 2ทุ่ม10นาที แต่กว่ารถจะมาก็3ทุ่ม กว่าจะได้ออกรถก็3ทุ่ม19นาที ถือว่าสายมากๆ
ก่อนเดินทางมา ข้าได้คิดว่าข้าจะได้นั่งกับใคร อันดับแรกที่ข้าหวังไว้คือจะได้นั่งกับท่านเอ๋ มันคงจะดีกระมัง แต่ทว่าถ้าเกิดไม่คุยกัน....คงจะเป็นเรื่องน่าเบื่อน่าเซ็งอยู่ ถ้างั้นข้าก็หวังว่าข้าจะได้น่างกับท่านเกด คนรู้จักกันมานานคงไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อขึ้นรถ การจัดที่นั่งเป็นไปในแบบอันดับ2 ส่วนท่านแนนกับท่านอีกจะตามมาในรถรอบถัดๆไป
ระยะเวลาการเดินทางเท่าที่ข้าได้รับรู้มาก็น่าจะประมาณ 12 ชั่วโมง ข้าไม่เคยเดินทางโดยใช้เวลานานขนาดนี้มาก่อน ที่เคยก็คือนั่งรถจากบ้านไปเชียงใหม่ นั่นก็แค่ 7-8 ชั่วโมง แค่นั้นก็ไข่โป่งแล้ว แล้วนั่งรถทัวร์กินเวลา12ชั่วโมงมันจะขนาดไหน
อย่างไรก็ตามข้าได้ขอยืมไอผอดนาโนมาจากท่านพี่อ๋อง รุ่นพี่ที่แสนดีจากภาควิชา ไอผอดรุ่นนี้เป็นรุ่นเก่าจุได้1กิ๊กกาไบต์ เล่นได้ต่อเนืองนาน ราว 10 ชั่วโมง น่าจะเป็นอะไรที่ข้าหวังพึ่งพามากที่สุด รองลงมาคือการคุยกับเพื่อนๆ ที่ข้าไม่หวังเลยคือการนอน เพราะเกรงว่าจะนอนไม่หลับ
รถออกเดินทาง เพลงบนรถก็เปิดอยู่เพียงแค่พักสั้น แล้วก็ปิดไป ปิดไฟ คงหวังให้ผู้โดยสารหลับ ข้าก็คุยกับท่านเกดได้ไม่เยอะมาก แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ถกอะไรไปบ้าง ถึงแม้ข้าจะมึนๆ พูดมั่วๆไม่ค่อยชัด แต่ก็รู้สึกดีที่ได้คุยบ้าง แต่รู้สึกว่าไม่นานเท่าไหร่ นางก็หลับไป เหลือให้ข้าอยู่เพียงลำพังในความมืดมิด เพื่อนตัวน้อยจากท่านอ๋องก็เข้ามามีบทบาทในทันที
30
ข้านั่งดูชื่อเพลง ข้าถึงได้รับรู้ว่าข้าเผลอหลับไปได้ราวๆ 20 นาที เพราะมันข้ามเพลงมาได้3เพลง แล้วข้าก็ตื่นขึ้นมาอยู่กับความมืดในขณะที่มีเสียงเพลงเป็นเพื่อน คนที่ใช้ชีวิตอย่างโด่ยวเช่นข้า ขาดเสียงเพลงบรรเลงกล่อมหัวใจไปข้าคงเหงา หรือไม่ก็สติแตกไปเลย
ราวตี2 เห็นจะได้รถก็จอดให้กินข้าวต้ม อีกเช่นกัน ข้าไม่เคยเจอมาก่อน รถมีเวลาให้ทำอะไรก็ได้ราว20นาที ข้าวต้มก็มีร้านอาหารในปั๊มน้ำมัน อาหารก็ข้าวตมพร้อมกับข้าวธรรมดา ข้าไม่ชอบกินข้าวต้มอยู่แล้ว รวมกับความร้อนของข้าวยิ่งแล้วใหญ่ ข้าไม่สามารถกินให้ว่องไวได้ ข้าจึงเลิกกิน แต่ข้ายังคงหิวอยู่ ข้าจึงพยายามไปต่อแถวซื้อขนม รออยู่พักหนึ่งจึงได้จ่ายเงิน ข้าเป็นคนรองสุดท้ายที่ขึ้นรถ เกิบถูกทิ้งเสียแล้ว
ขึ้นมาก็เหมือนเดิม ข้ายังคงอยู่ลำพังบนรถทัวร์ที่มีคนมากมาย และข้ายังคงตื่นอยู่ และฟังเพลงไปเรื่อยๆ
ข้ารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งราวๆเกือบ6โมง ข้าหลับไปได้ราว 3 ชั่วโมง ฟ้ายังไม่สว่าง ข้าคิดเอาไว้ว่า ข้าจะชมพระอาทิตย์ขึ้น ข้าจึงไม่นอนต่อ ฟังเพลง ชมทัศนีย์ภาพที่สวยงาม แม้ข้าจะมองไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น แต่ข้าก็รู้ว่ามันค่อยๆขึ้นอย่างช้าๆ ท้องฟ้าค่อยๆสว่างทีละน้อย ช่างเป็นภาพที่งดงาม แม้อยู่ในรถ ข้าก็ได้รับกลิ่นไอความชื้นยามเช้าได้อย่างชัดเจนยิ่งนัก อ่าว ไอ้สัด มันคืนกลิ่นเยี่ยวบูดจางๆที่ลอยออกมาจากส้วมรถทัวร์ชั้นล่างนี่เอง ข้าไม่น่านั่งติดบันไดเลย อีกไม่กี่ชั่วโมง ก็ถึงกระบี่แล้ว การเดินทางที่ยาวนานกำลังสิ้นสุดลง
ข้ารู้สึกตัวอีกที เพื่อนของข้าปลุกข้าให้ตื่น(ข้าหลับไปได้ราว20นาที ตอนนี้ก็8โมงกว่าเห็นจะได้) ถึงแล้ว...อ่าวลึก จังหวัดกระบี่
ข้าลงจากรถมาพร้อมเพื่อนๆ มีคนมารอรับอยู่แล้ว นั่นคือท่านพี่โอ๋ ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเป็นใคร เป็นอะไรกับบ้านท่านแนน รู้แต่ว่าเขาขับรถมารับพวกข้า
หลังจากกระโดดขึ้นรถกระบะมาได้ไม่นาน ก็ถึงบ้านท่านแนน ซึ่งบ้านกับที่ลงรถนั้นไม่ไกลเลยซักนิด เดินไปก็ได้สบายๆ ไม่น่าต้องเอารถมารับให้ลำบาก เมื่อถึงแล้วก็เข้าไปสวัสดีท่านพ่อท่านแม่ท่านป้าของท่านแนน โดยคนนำคือท่านเอ๋ เพราะท่านเอ๋เคยมาที่นี่แล้วถึง2ครั้ง
บ้านท่านแนนมองจากถนนใหญ่จะเห็นเป็นบ้านชั้นเดียว ติดถนนใหญ่ แต่เมื่อเดินไปหลังบ้านจะเห็นว่าเป็นบ้าน2ชั้น โดยชั้นที่ข้าเดินเข้ามาเป็นชั้น2 หลังบ้านมองเห็นภูเขา เป็นทิวทัศน์ที่สวยงามมากๆ หลังบ้านมีประตูออกไปเป็นถนนเล็ก วันที่ไปมีตลาดนัดมาตั้งขายของกัน ท่านเอ๋พาพวกข้าออกไปเดินเล่นที่ตลาดอยู่พักหนึ่ง แล้วก็กลับมารอท่านแนน
นั่งรอไม่นานเท่าใด ท่านแนนกับท่าเอกก็มาถึง ที่บ้านท่านแนนทำอาหารเอาไว้ให้แล้ว กับข้าวถือว่าอร่อยดีทีเดียว ถือว่ารอดตัวไป เพราะข้าเป็นคนกินยาก เลือกกินอย่างมาก จากนั้นจึงได้เตรียมตัวออกเดินทางกัน
ที่ๆจะไปในวันนี้คือสระมรกตและน้ำตกร้อน โดยท่าพี่โอ๋เป็นคนขับรถพาพวกข้าไปที่นั่น แต่ก่อนไป ก็ไปแวะในตัวเมืองเสียก่อน ไปซื้อทัวร์สำหรับวันพรุ่งนี้ ทัวร์เที่ยวเกาะพีพี ได้ทัวร์มาหัวละ1พันบาท แล้วก็ออกเดินทางไปสระมรกตต่อ สระมรกต เป็นสระน้ำธรรมชาติ มันก็คือน้ำตกนั่นแหละ แต่มันมีแอ่งใหญ่อยู่แอ่งหนึ่งที่น้ำใสมากๆ เหมือนกับสระว่ายน้ำ พื้นเป็นทรายสีขาวๆ ข้าก็ลงเล่นน้ำโดยฝากของไว้กับท่านเกด เพราะวันนี้ท่านเกดไม่ลง ข้าลงไปว่ายน้ำเล่นอยู่พักหนึ่ง ข้าเห็นว่าคนที่มาที่นี่ก็มีจำนวนพอสมควรแต่ไม่เยอะยั๊วเยี๊ยะยังคงพอมีที่ให้มีความเป็นส่วนตัวได้บ้าง ข้าเล่นน้ำอยู่คนเดียว และก็สงสัยว่า ทำไมคนอื่นๆที่มาที่นี่เค้าดูสนุกสนาน การมาเล่นน้ำนี่เราต้องทำอะไรมันถึงจะสนุก ข้าว่ายน้ำไปมาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันสนุกสนานแต่อยากใด แต่กลับให้ความรู้สึกสบาย สงบและมีความสุข เสียมากกว่า ข้าจึงลองถามท่านเอ๋ดูเผื่อจะเป็นเรื่องชวนคุยที่ดี เผื่อว่าจะมีอะไรที่สนุกบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษกลับมา ดูท่าทางว่าข้าจะพูดภาษาคนไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่ ควรปรับปรุง
ข้าว่ายน้ำ เดินเล่นไปมาในน้ำเกือบตลอดเวลา จะมีก้แวะขึ้นมาหาท่านเกดบ้างก็เล็กน้อย ถึงแม้ข้าจะไม่ได้เล่นสนุกเหมือนกับชาวบ้าน แต่ข้าก็มีความสุขที่ได้แช่น้ำ และปล่อยใจให้รู้สึกสบาย แต่ก็ไม่วายมีเรื่องแวบเข้ามาในสมองอยู่เรื่อยๆ เรื่องหน้าที่ภารกิจของชีวิตหลังปีใหม่ที่หนักหน่วง ข้าพยายามไม่สนใจมันไปก่อน ช่วงนี้ข้าขอพัก
เมื่อเล่นน้ำพอแล้ว ก็เดินกลับไปขึ้นรถ แล้วเดินทางไปที่น้ำตกร้อนกันต่อ
น้ำตกร้อนมีคนเล่นอยู่มากมายถึงขั้นยั๊วะเยี๊ยะ จึงไม่เล่น ไปนั่งเล่นในสระๆหนึ่ง ที่ไม่มีคนเล่น น้ำใสอยู่ มันเป็นสระน้ำร้อน แค่เอานิ้วจุ่มลงไปสักพักก็รู้สึกได้ว่ามันไม่อุ่น มันร้อน ถ้ากระโดดตูมลงไปข้าคงแย่ ข้าเห็นคนอื่นๆเขาเอาขาจุ่มลงไป ข้าก็ลองบ้าง แรกๆมันร้อนจนทนไม่ได้ สักพักก็รเมดีขึ้น ข้าจึงค่อยๆหย่อนตัวลงไปทีละน้อย เพื่อปรับสภาพ แล้วก็แช่ลงไปทั้งตัว โอ มั่นอุ่นมาก ช่างรู้สสึกดีเสียนี่กระไร ผ่อนคลาย น้ำก็ใส ดูสะอาด เยี่ยมมากๆ อีกครั้งที่ข้าได้เข้าถึงความสงบสุขชั่ววูบ เมื่อพวกเขาจะไปกัน ข้าจึงขึ้นจากสระ รู้สึกมึนเล็กน้อย อันที่จริงมันก็มีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ข้าไม่อยากคิด ไม่อยากตั้งคำถามอะไร และหาคำตอบอะไรเลย อยากอยู่ไปเรื่อยเปื่อยเสียมากกว่า
จากนั้นก็เดินทางกลับบ้านท่านแนน ข้าเลือกที่จะนั่งหลักกระบะ รถกระบะเป็นรถกระบะแบบมีแครี่บอยครอบด้านกลัง สามารถเปิดหน้าต่างได้นิดหน่อย ข้าอยากกินลม จึงเลือกนั่งกระบะ ท่านเอ๋ก็นั่งกระบะเช่นกัน ข้าก็คิดว่า เอ้อมันคงดีเผื่อจะมีอะไรที่คุยกันได้ ..... เงียบกริบ นี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่ของชีวสิต แต่ปัญหานี้มันมีมานานแล้ว เรื่องไม่มีอะไรจะคุยกับคนอื่นเนี่ย ข้าเคยเล่าให้ท่าอ๋องฟังเหมือนกันว่า ทำไมเป็นเราที่คนเราอยู่กับเพื่อนฝูง เราจะสามารถคุยกันได้เป็นวันๆ แต่อยู่กับคนอื่นๆ กลับไม่มีเรื่องคุย ไม่ใช่ไม่อยาก แต่ไม่มีเรื่องคุย ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ข้าหลอนใจยิ่งนัก หลอนจนถึงบ้านท่านแนน หลอนจนถึงตอนกินข้าว จนถึงตอนอาบน้ำ จนถึงตอนนอน เข้านอนตั้งแต่3ทุ่ม แต่กว่าจะหลับช่างแสนยาวนานยิ่งนัก
24
ข้านึกถึงวันที่24 ช่วงนั้นอากาศที่กรุงเทพค่อนข้างเย็น วันนั้นข้านอนเพลินจนเกินไป จึงไม่ได้ไปเที่ยวชมสวนรถไฟยามเช้า อยู่ๆข้าก็โทรหาท่านเอ๋แล้วก็ชวนท่านเอ๋ออกไปดูหนัง... ท่านเอ๋ตอบตกลง ระหว่างเดินทางไปหาท่านเอ๋ที่ลิโด้ข้าก็หลอน....ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามแต่ ข้าหลอนมากๆ ไม่สิ รู้สึกแปลกๆ แปลกที่เราจะออกไปหาคนที่ไม่รู้จักซักเท่าไหร่ คนที่คุยกันแค่เพียงนิดหน่อยในเอมเอสเอน ข้าไม่รู้ต้องทำตัวเช่นไร เพราะข้าไม่รู้จักเขาเลย ข้ากังวลใจอยู่
แต่เมื่อถึง และได้เจอ ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามปกติ ข้าคุยกับท่านเอ๋ประปราย เรื่อยๆ ไม่ถึงกับเงียบสนิท ข้ากับนางดูหนังเรื่อง village album ข้าเห็นนางซับน้ำตา ออกจากโรงมา นางถามข้าว่ามิเศร้าบ้างหรือ ข้าตอบว่าไม่เศร้าถึงขนาดนั้น... อันที่จริง อยากจะตอบว่ามันซาบซึ้งมากกว่า ซาบซึ้งอยู่ระดับหนึ่งทีเดียว แต่ถ้าจะให้ซาบซึ้งมากขนาดน้ำตาไหลได้ แสดงว่ามันต้องทะลวงถึงเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้ามีประสบการณ์สะเทือนใจเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ
จากนั้นข้ากับนางก็เดินทางไปที่เซนทรัลเวินกันต่อ โดยเดินเท้าไป ข้าเป็นคนชอบเดินเท้า ไม่รู้ว่านางชอบเดินเท้าเช่นกัน หรือว่ามันใกล้บ้านนางจนนางเดินจนชินแล้วก็ไม่รู้ แต่ข้าก็หวังว่านางคงจะเป็นคนที่ชอบเดิน นางพาข้าไปดูนิทัศการณ์ขนมไทยที่จัดโดยเอสเอนพี ข้ากับนางก็ยังได้คุยกันบ้าง มีกิจกรรมร่วมกันบ้าง ข้าเองก็รู้สึกดี เพราะข้าชอบนางตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แล้วข้ากับนางก็ไปนั่งกินฮะจิบังกัน ระหว่างรอเราก็ยังคงมีเรื่องคุยกัน จนกินเสร็จ ลงไปนั่งฟังเพลงที่ลานเบียร์ด้วยกัน(แต่ไม่ได้เข้าไปกิน) ก็ยังมีเรื่องให้ได้พูดกันอยู่บ้าง จนถึงเวลาที่นางต้องกลับ ข้าก็ขอไปส่งนางนางก็อนุญาติ ข้าเดินไปส่งนางถึงหน้าเพนนินซูล่า แล้วนางก็กลับบ้านไป นับว่าเป็นวันที่ดีมากวันหนึ่ง วันที่น่าจดจำอีกวันหนึ่ง ข้ารู้สึกดีที่ได้ออกมาวันนี้
31
เสียงตั้งปลุกของนาฬิกาหรือมือถืออะไรซักอย่างของท่านเอกดังขึ้นก่อนเวลา6โมง ข้าจึงตื่นขึ้นมา ล้างหน้าล้างตาแปรงฟัน สูดอากาสดีๆยามเช้า ชมทรรศนีย์ภาพขุนเขาหลังบ้านอันงดงาม และเตรียมตัวออกเดินทางไปเกาะพีพี
ท่านพี่โอ๋ขับรถไปส่งพวกข้าตามเคย ที่บริษัททัวร์นัดให้มาเจอที่บริษัทแปดโมงครึ่ง แต่เมื่อมาถึงกลับไม่เจอใคร ซึ่งทำให้หลอนใจได้ระดับหนึ่ง..... ไม่นานก็มีคนมา พวกข้าจึงโล่งอก ไม่นานก็มีรถมารับไปที่ท่าเรือ
มาถึงท่าเรือ รอไม่นาน เรือก็ออก เรือที่ข้าได้โดยสารในครั้งนี้เป็นเรือที่มีขนาดใหญ่พอควร มี2ชั้น ชั้นล่างมี2ส่วน ส่วนที่เป็นห้องแอร์ กับไม่แอร์ ข้างนอกมีทางเดินไปหัวเรือได้ ส่วนชั้นบนก็มีแบบเปิดโล่งกับแบบมีร่มบัง เลือกนั่งกันตามอัธยาศัยแรกเริ่มเดิมทีข้าก็นั่งกับท่านเอ๋ แต่ซักพักท่านเอ๋ก็ออกไปข้างนอก ต่อมาทุกคนก็ออกไป แต่ข้ายังคงอยู่ข้างใน ข้ารอให้เรืออกสู่ทะเลกว้างก่อนทัศนียภาพมันคงจะงดงามกว่าตอนที่ยังคงอยู่ในเขตร่องแม่น้ำ เมื่อออกทะเล ข้าจึงออกไปข้างนอก
ข้าไม่ได้เดินทางไปรวมกับกลุมเพื่อนแต่อย่างใด ข้าสำรวจชั้นบน และล่าง และข้าก็เดินไปยืนที่หัวเรือ ที่นี่ไม่ต้องแย่งชิงที่นั่งดีๆกับใคร เพราะหัวเรือนั้นไม่มีร่มบัง อยู่ใต้ฟ้าทำไมต้องกลัวแดด ครีมกันแดดข้าทามาเรียบร้อย ข้ายืดอก ยืนกอดอกหันหน้าออกสุ่ทะเลอันกว้างใหญ่โดยมีหมวกเขียวดาวแดงอยู่บนหัว ถ้ามีแว่นกันแดดมาด้วยคงจะเยี่ยมมาก ลมแรงๆ ไอแดดอุ่นๆ กลิ่นทะเล ความรู้สึกต่างๆหลอมรวมกันเป็นความสงบสุขอย่างหนึ่งที่ข้าสัมผัสได้ มันดีกว่าไปรวมกลุมเพื่อนแน่นอน เพราะอยู่ที่นั่น อาจจะต้องนั่งเงียบๆ ถ้าต้องนั่งเงียบเหงา สู้ข้าอยู่คนเดียวอย่างอิสระเช่นนี้ดีกว่า
ตลอดการเดินทางไปเกาะโดยเรือ ข้ายืนอยู่ที่หัวเรือตลอด ไม่ถึงกับกลางหัวเรือเพราะกลัวจะเป็นที่รำคาญลูกในตาของกับปิตัน ข้าจึงยืนข้างๆประมาณหางสายตาของกับปิตัน คงไม่รำคาญมากนัก การเดินทางแบบนี้แม้จะไม่ต้องพูดคุยกับใคร มันก็มีความสุขได้ แต่ว่า ถ้ามีเสียงเพลงประกอบ มันคงจะดียิ่ง ข้าจึงควักเพื่อนที่ท่านอ๋องมอบให้ขึ้นมาฟังมันร้องเพลง ช่างมีความสุขยิ่งนัก
เมื่อถึงเกาะแห่งหนึ่ง ทางเรือเขาให้ลงน้ำชมประการังโดยใช้สนอกเกิล (แว่นกันน้ำแบบอุดจมูกประกอบกับหลอดหายใจทางปาก ใช้เพื่อมองลงไปใต้น้ำเป็นเวลานานๆ) ข้าสวมเสื้อชูชีพและข้าก็เดินตามท่านเอ๋ไปเรื่อยๆ แล้วก็กระโดดลงน้ำไป น้ำเย็นชื่นใจข้ายิ่งนัก การลงมาเล่นน้ำกลางทะเลเช่นนี้ เราควรจะระวังให้มาก ท่าพ่อของท่านแนก็บอกไว้ว่า "ศอกก็ทะเลคืบก็ทะเล" ท่านพ่อข้าเองก็เคยพูดเหมือนกันว่า "คืบก็ทะเลศอกก็ทะเล" เพราะฉะนั้น ข้าคิดว่าข้าควรเกาะกลุ่มกับเพื่อนๆไว้
ข้าสังเกตเห็นว่าคู่ของท่านเอกกับท่านแนนไปทางหนึ่ง ท่านเกดกับท่านผึ้งไปทางหนึ่ง เหลืออีกหนึ่งคือท่านเอ๋ เป้นการดีที่จะติดตามท่านเอ๋ไป มันคงจะเป็นการดี ถ้าหากว่าได้เงยหน้าขึ้นเหนือน้ำและเจอคนที่มาด้วย ใช่ ถ้าข้าตามนางไปนางคงไม่โดดเดี่ยวเกินไปนัก
ข้าคอยติดตามนางไป แต่ข้าก็รู้สึกว่ามันใกล้เกินไป ข้าก็พยายามออกห่างระดับหนึ่ง แต่การควบคุมการเคลื่นไหวในน้ำทะเลนั้นค่อนข้างยากลำบาก ไหนจะลมจะคลื่น จึงมีหลายจังหวะที่ข้าอยู่ใกล้จนเกินไป ข้ารู้สึกไม่ดีเลย ในท้องทะเลแห่งนี้ ข้าไม่ได้คุยอะไรกับนางเป้นเรื่องเป้นราวนัก ได้เพียงแต่ตอบคำถามนางว่าเพื่อนๆนางอยู่ตรงไหน
ประการังแถบนี้ก็ยังไม่ค่อยสวยงามนัก ดูเหมือนประการังฟอกสีถ้าข้าจำไม่ผิด สีมันจะไม่สด แต่เกิดจากเหตุใด ข้าจำไม่ได้ ไม่อยากพยายามคิดหาคำตอบในช่วงเวลาพักผ่อนเช่นนี้ ข้าเห็นท่านหนึ่งไม่ใส่เสื้อชูชีพ แต่ใส่สนอกเกิลและตีนกบ ดำน้ำในน้ำอย่างอิสระ ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก น้ำแถวนี้ไม่ลึกมากจนเกินไป นอกจากนี้ยังใส พื้นก็เป็นทรายขาวสะอาด ถ้าจบลงไปคงไม่เป็นไรมาก เว้นเสียแต่ว่าไปจมลงตงหอยเม่น คงจะเจ็บชิบหาย
ข้าคอยสอดส่องมองหาท่านเอ๋เกือบตลอดเวลาว่าท่านเอ๋จะไปที่ไหน ไปหนใด ข้าไม่รู้ว่าท่านเอ๋จะสนใจว่ามีข้าติดตามมามั้ย อย่างเดียวที่กังวลที่สุด ต้องไม่เข้าไปใกล้มากเกินไป มันอาจจะทำลายโลกส่วนตัวได้ นางอาจจะชอบอยู่คนเดียว เหมือนกับข้า หรือมากกว่าข้า เพราะแม้ว่าข้าจะชอบอยู่คนเดียว แต่ถ้ามีเพื่อนอยู่ด้วย ข้าก้จะสนใจเพื่อนบ้างเหมือนกัน การที่คนเราถูกหมางเมิน ถูกมองข้ามนั้น เป็นเรื่องน่าเศร้า ข้าเองก็พอเข้าใจความรู้สึกอะไรเทือกนี้บ้างเหมือนกัน
ดูประการังอยู่พักใหญ่ ทางเรือก็เรียกให้ขึ้นเรือเพื่อจะไปต่อ ที่ท้ายเรือตรงทางขึ้นมีน้ำจืดให้ล้างตัวด้วย ดีจริงๆ ทำให้ข้านึกถึง"น้ำจืด"ยิ่งนัก แน่นอน ข้านึกถึงท่านน้องปาล์มเช่นเดียวกัน นางคงมีความสุขดี ว่างๆข้าต้องแวะไปขอน้ำตาลสดกินฟรีเสียหน่อย
ขึ้นเรือมาข้ากับท่านเอ๋ก็ไม่ได้คุยอะไรกัน แม้จะมองหน้าสบตากัน ก็ไม่มีเรื่องที่จะพูด นางดูไม่ยิ้มแย้มสดใส ข้าทำให้นางรำคาญใจรึเปล่า ข้าได้แต่รู้สึกผิดอยู่ในใจว่า เออ นี่ข้าคงทำลายโลกส่วนตัวของนางไปเสียแล้ว นางคงจะเซ็ง เอาเป็นว่า เราจะออกห่างนางให้มากกว่านี้ก็แล้วกัน และจากนั้นข้าก็กลับไปยืนตากแดดหัวเรือคนเดียวตามเดิม
และแล้วก็ถึงเกาะพีพี ถ้าข้าไม่มั่วตรงนี้คงเรียกว่าหาดยาว มีที่พักอยู่ริมชายหาดด้วย แต่ก่อนเข้าฝั่ง ทางเรือก็ให้พวกข้าได้ลงไปดูประการังอีกครั้ง แน่นอน ครั้งนี้ข้าไม่ได้ตามท่านเอ๋ ข้าพยายามออกห่างนาง และแน่นอน ข้ากลายเป็นบุคคลโดดเดี่ยวท่ามกลางทะเลที่มี่คนดูประการังอยู่มากมาย ข้าไม่รู้จักใครเลย แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหา การดูประการังไม่จำเป็นต้องพูดคุยกับใคร อย่างไรก้ตามข้าก็มองหาท่านเอ๋อยู่ มองดูว่านางมีเพื่อนไหม อยู่ดีไหม หายไปไหม นางอยู่กับท่าเกดและท่านผึ้ง ข้าก้สบายใจ และดูประการังต่อไป ประการังแถบนี้ข้ารู้สึกว่ามันมีสีสันมากกว่าจุดที่ผ่านมา ปลาสีสันสวยงามมากมาย นักท่องเที่ยวพอกันให้อาการปลาด้วยขนมปัง ปลาก้จะว่ายมาชุมนุมกันดูสวยงามยิ่งนัก ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันจริงๆนอกทีวี อาจเป้นเพราะสึนามิกระมัง ประการังพวกนี้ถึงได้เริ่มฟื้นคืนชีวิต เริ่มมีสีสัน ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ข้ายังคงมองหาท่านเอ๋เสมอ และคอยดูว่าท่าเอ๋โอเค สลับกับการดูประการังของข้า แล้วทางเรือก็เรียกขึ้นเรือ และลงเรือเล็กที่เขาเรียกกันว่าสปีดโบทไปยังชายหาด เพราะกินอาหารกลางวัน
อาหารกลางวันจัดเป็นบุฟเฟ่ ซึ่งอร่อยมาก และก็ยังได้เห็นบ้านพักที่สภาพเหมือนกระท่อม น่าอยู่มาก ข้าอยากอยู่ที่นี่สักคืนจริงๆ ยามเย็นคงจะรู้สึกดีมากๆ ถ้ามีคนที่เราอยากให้อยู่ด้วยอยู่กับเรา ก็คงจะดีมาก แต่ทว่านี่คือทัวร์1วัน ยังไงเสียก้ต้องกลับไป ข้าจึงตั้งใจไว้ว่า วันหนึ่งข้าต้องกลับมาเกาะพีพีอีก คราวนี้ข้าจะมาค้างคืนให้ได้ ถ้าเป้นไปได้อยากมากับคนที่ข้ารัก แต่ถ้ามากับเพื่อนๆบ้าๆก็คงจะดีไม่น้อย
เมื่อเสร็จกิจอาหารกลางวัน ข้าเดินตามท่านแนนไปที่ชายหาด ท่านแนนลงเล่นน้ำ ข้าก็ลงไปแช่ด้วย ท่านแนนเล่าให้ฟังว่า ยามกลางคืน จะมีเสียงคนเล่นน้ำ พวกเขาอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าพวกเขาตายไปแล้วตอนที่มีสึนามิ ฟังแล้วก็น่ากลัวระดับหนึ่ง ระดับที่ข้าคงไม่อยากนอนคนเดียวที่นี่เป้นแน่แท้ แต่ยังไงเสีย ก็จะกลับมาอีก
และแล้วก้ถึงเวลาเดินทางกลับไปที่เรือ และแล้วข้าก้ไปยืนหัวเรือตามเดิม
เมื่อเวลาผ่านไป ก็เดินทางมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง นี่เป็นอีกที่ที่ได้ลงไปเดินเล่นบนหาดทรายอีกครั้งนี่ก็เย็นแล้ว บรรยากาศยามเย็นบนเกาะนี่มันรู้สึกดีมากๆ อยากนั่งอยุ่ตรงนี้ไปนาน อยากนอนตรงนี้ไปนานๆ อยากนอนคว่ำหน้ากอดผืนทรายเอาไว้ เอาหน้าแนบลงกับพื้น รับรู้ถึงความสงบสุข รับรุ้ถึงแผ่นดิน ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์ยุคปัจจุบันจะเข้าใจ ข้าอยากเข้าใจ.... ข้าทำได้แค่เพียงคุกเข่าลงและสัมผัสผืนทรายด้วยมือเท่านั้น วันหนึ่งข้าจะต้องนอนลงไปให้ได้ ต้องมีซักวัน...
และแล้วก้ถึงเวลาต้องจากลาเกาะทั้งหลาย กลับเข้าสุ่ฝั่ง ข้าก็ยังยืนอยู่หัวเรือดังเดิม วันทั้งวันข้าแทบไม่ได้นั่งเลย จะนั่งก็ตอนกินข้าวกับบางจังหวะเท่านั้น แต่มันก็มีความสุขดีข้ารู้สึกสุขใจยิ่งนัก ข้ามองพระอาทิตย์ค่อยๆคล้อยลงลับขอบฟ้า ข้ามองผืนทะเลที่ทอดไปไกลสุดขอบสายตา มีเพียงทะเล และท้องฟ้าเท่านั้น โลกสีน้ำเงินที่เงียบเหงา เปล่าเปลี่ยว เรือลำน้อยที่แสนโดดเดี่ยว เจ้าจะเดินทางไปสู่หนใดกัน สักวันเจ้าจะพบไหมกับแผ่นดินที่เจ้าตามหา หรือว่าเป็นเพียงความฝัน แท้จริงแล้วแผ่นดินที่ว่านั่นไม่เคยมีอยู่จริง มีเพียงผืนน้ำทะเลเท่านั้น ตราบใดที่ยังมีแรงและความหวัง ข้ายังคงมองหามันต่อไป
แม้จะไม่สนุกสนานสุดเหวี่ยง แต่การเดินทางไปทะเลครั้งนี้กลับให้ความสงบ และความซาบซึ้งอย่างประหลาด เพราะข้าอาจจะไม่ค่อยชินกับธรรมชาติที่งดงามเท่าไหร่กระมัง เพราะกรุงเทพสำหรับข้าแล้วคือเมืองแห่งความหดหู่ เป็นไปได้ข้าอยากเดินทางไปเรื่อยๆ เดินทางไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
กลับถึงฝั่งก็เดินทางกลับมาบ้านท่านแนน อาบน้ำแต่งตัวกินข้าว เดินออกไปซื้อขนม.... มันไม่มีอะไรพิเศาเลย สำหรับข้าแล้ว ปีใหม่แต่ละปีผ่านไปอย่างไม่มีความหมายใดๆ วันเกิดข้าก้เช่นกัน ข้าไม่รู้ถึงความหมายของมันเลยสักนิด สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับปีใหม่ที่ข้ารู้สึกได้มีเพียงอย่างเดียวคือวันหยุดยาวเท่านั้น
ข้านึกไปถึงปีที่แล้ว ปีใหม่ข้าทำอะไร ปีที่แล้วข้าเมาเหล้าอยุ่คนเดียวในร้านดีพที่ข้าวสาร ถ้าข้าไม่มากระบี่ มั่นใจเลยว่าข้าคงเมาเหล้าอยู่คนเดียวที่ร้านใดร้านหนึ่งในกรุงเทพ ปีก่อนๆหน้านั้นมีอยู่ปีหนึ่งที่ข้าอยุ่กับแฟนเก่า นั่งนับถอยหลังสู่ปีใหม่ที่บ้านแฟนเก่า นั่นก็คงเป็นครั้งหนึ่งที่รุ้สึกดีกับปีใหม่ เช้าวันรุ่งขึ้นข้าได้ปั่นจักรยานไปทำบุญที่วัดยามเช้า อากาศเย้นเฉียบ ถือว่าเป็นวันหนึ่งในชีวิตที่ข้าจดจำ นอกนั้นข้าก้นั่งอยุ่คนเดียวเสมอๆ
วันนี้ก้คงไม่มีอะไร ก้เป็นเพียงแค่ค่ำคืนข้ามปีธรรมดาอีกคืนหนึ่ง ข้าอยากทำอะไรให้มันสนุกบ้าง แต่ข้าก็ไม่เห็นหนทางว่าจะมีอะไรที่ข้าจะทำได้ ก็แค่ปล่อยให้เวลามันค่อยๆผ่านไปอย่างช้าๆ แต่หลังจากปีใหม่ หลังจากที่กลับไปสู่เมืองแห่งความหดหู่ ข้าคงไม่อาจเป็นแบบเดิมอีกแล้ว สิ่งที่ข้าต้องรับผิดชอบ มันมีอยู่ ข้าเลือกใช้ชีวิตแบบนี้ ข้าต้องรับผิดชอบ ผิดถูกไม่รู้ ต้องศึกษามันไป ข้า จะเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่แค่คนที่อายุมากกว่า20
และข้าก็หวังว่าข้าจะได้รู้จักกับท่านเอ๋มากขึ้นเช่นกัน...
แต่ก่อนที่ปีใหม่จะมาถึง ทีวีก้ได้รายงานข่าวว่ากรุงเทพเกิดระเบิดขึ้นตามจุดต่างๆ ที่สำคัญที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็เกิดระเบิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งอันตรายมาก เพราะข้าต้องผ่านไปแถวนั้นทุกวัน ข้าไม่รอช้าซักเท่าใดนัก รีบโทรหาเจ้าโอปอว่ายังอยู่ดีไหม โอเคนางขาไม่ขาด ข้าโทรหาเจ้ากิ๊ฟอีกคน แต่ไม่ติด หวังว่านางคงไม่เป็นอะไร บางทีถ้าข้าไม่มากระบี่ หนึ่งในคนที่ตายอาจจะเป็นข้าก็ได้
ปีใหม่ใกล้เข้ามาเรื่องๆ อีกไม่กี่นาทีก็จะก้าวเข้าสู่ปีใหม่แล้ว สาวๆก้ส่งข้อความทางมือถือกันยกใหญ่ และรอข้อความของใครบางคน อาจเป็นคนที่พวกนางปลาบปลื้ม เช่นกัน เหมือนว่าท่านเอ๋จะรอคอยอะไรจากใครอยู่ นั่นก็เป้นคำถามในใจ สิ่งที่ข้าไม่รู้ นางอาจจะไม่มีใครในใจ หรือบางที นางอาจมีคนที่นางรักอยุ่แล้วก้เป็นได้ ข้าได้แต่นั่งมองนาง ไม่อาจทำสิ่งอื่นใดได้ เพราะข้าเพิ่งรุ้จักนาง คงไม่ใช่คนที่สำคัญต่อชีวิตนางหรอก ข้ามองโทรศัพมือถือข้า ก็มีข้อความเข้ามาเช่นกัน เพื่อนพ้องที่แสนดี อุตส่าส่งข้อความมาอวยพรปีใหม่ให้กับข้า แม้ข้าไม่เคยส่งข้อความไปอวยพรใครเลยก็ตาม... ข้าขอรับไมตรีจิตรที่เพื่อนพ้องและสหายมีให้ข้าไว้ด้วยใจ เห็นข้อความแล้วก็อดคิดถึงเกียวไม่ได้....
แล้วปีเก่าก็จากไปเหมือนกับคนที่ตายไปแล้วไม่มีวันหวนคืน
1
ข้าตื่นมาแต่เช้าตามเวลาที่ตั้งปลุกไว้ ล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมตัวออกเดินทางไปเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง คือถ้ำลอด ข้าก็ไม่รุ้หรอกว่ามันเป้นยังไง แต่ว่าไอ้ที่จะไปภายเรือที่ข้าอยากไปคิวมันเต็มก้เลยอดไป เลยต้องไปถ้ำลอด อันที่จริง เค้าพาไปไหนเราก็ไปหมดนั่นแล
ข้ากระโดดขึ้นรถนั่งหลังกระบะตามเคย ข้านั่งคนเดียว คนอื่นนั่งหน้าหมด ท่านแนนไม่ไปเพราะป่วย ส่วนท่านเอก แน่นอน อยุ่ดูแลท่านแนน
ที่ข้ามานั่งข้างหลัง เพราะว่าข้าอยากสุดอากาศดีๆ ข้าชอบกินลม โกรกลม ไหนๆจะได้ออกนอกเมืองแห่งความหดหุ่ทั้งที ขอข้าได้สัมผัสธรรมชาติ กับความรู้สึกดีๆเยอะๆหน่อยเถิด
ข้านั่งชื่นชมธรรมชาติ อากาศเย้นยามเช้า ทิวทัศนที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้าที่ค่อยๆสว่าง พระอาทิตยืที่มีแสงเรืองรองสวยงาม เพลงช่างประกอบความรุ้สึกได้ดี ข้าน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม พร้อมร้องเพลงไปเรื่อยๆอย่างสุดเสียง ข้าไม่ได้เศร้า หรือเสียใจ แต่เป้นความรู้สึกซาบซึ้งกับสัมผัสที่ข้าได้สัมผัส มันช่างล้นปรี่ออกมาเป้นน้ำตา หลายครั้งที่ข้ามักจะเสียน้ำตาให้กับความเป้นธรรมชาติ และชีวิตที่สงบสุข ข้ายังจำได้ว่าฉากเมืองที่แสนสงบสุขในหนังเรื่อง village album ก้ทำให้ข้ารุ้สึกซาบซึ้งน้ำตาคลอได้เช่นกัน ข้ามีความสุขยิ่งนัก ไม่จำเป็นต้องสนุก ข้าก้มีความสุขเข้าไปถึงใจได้เป้นอย่างดี
ฝัน...สิ่งที่เห็นข้างหน้า คือเส้นขอบฟ้า ที่สวยงาม
อย่างไรนั้น ตะวัน บอกลา.................ทุกสิ่ง
ทิ้งไว้แค่รอยยิ้ม กับแสงสีทอง
ประกายนั้น ต่อมาความมืดมน...............ครอบงำ
ฉันได้แต่ร้องขอ ให้ตะวัน นั้น หันกลับมาทักทายบ้าง
รอยยิ้ม...ยิ่งดูยิ่งรู้สึกสดใส แต่รู้ไหมอะไร ที่ซ่อนอยู่ข้างใน ข้างในนั้น
ความจริง สิ่งที่เห็นก็อยู่ในใจ ความโลภช่างยิ่งใหญ่ จิตใจมันกลาย มันหายไปแล้ว
ผิดหวัง..........ตะวัน ที่เคยฝังอยู่ข้างในใจ กลับหันหลังไป
ทำไงได้
พายุกลับมาแทง...............หัวใจ เลือดของฉันรินไหล
ความแค้น...........ข้างใน บอกไม่ได้
คำถาม ขอถาม................หัวใจว่าทำไม คนเรา จึงใช้.........ไม่เป็น
กับรอยยิ้ม
หากว่าคนเรารู้จักนึกถึงใจคนอื่นบ้าง โลกคงไม่เลวร้าย...
และแล้วก้ถึงที่หมาย ที่ถ้ำลอดแห่งนี้ ข้าได้นั่งเรือพายชมถ้ำ ลงเดินชมหินงอกหินย้อย ดูประหลาด แปลกตา เป็นณุปนั้นบ้างนี้บ้างไปตามเรื่องตามราว อีกอย่างคือได้นั่งเรือ ไม่สิ นอนบนเรือแล้วลอดถ้ำที่ตำสุดๆ แทบขูดจมูก แปลกดี ถือว่าสิ่งที่น่าสนใจจริงๆสำหรับข้า ที่มีคนช่างเสาะหาสถานที่อะไรเยี่ยงนี้ แม้ว่าคนอื่นจะเฉยๆก็เถอะ
จากนั้นพวกข้าก็กลับมาขึ้นรถแล้วก็ออกเดินทางไปยังถ้ำผีหัวโต แต่ก่อนจะนั่งเรือเข้าไป ทุกคนที่บ้านท่านแนนได้มารอพร้อมหน้าอยู่ที่แพร้านอาหารแถวนั้นแล้ว ท่านพ่อท่านแนนจะเลี้ยงอาหารกลางวันพวกเรา
ข้าค่อนข้างซาบซึ้งในน้ำใจของบ้านนี้อย่างมาก ที่ให้ข้าที่เป็นใครก้ไม่รุ้ มานอน มากินข้าวที่บ้านอย่างเอร็ดอร่อย แล้วไหนจะเรื่องขับรถพาเที่ยวอื่นๆอีกมากมาย ท่านพ่อท่านแม่ท่านแนนก็ใจดี ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก ได้แต่กล่าวคำขอบคุณที่แสนธรรมดา โดยไม่สามารถอธิบายความรู้สึกที่มีอยู่ภายในได้ ข้ารุ้สึกเป็นหนี้บุญคุณบ้านนี้ไปเสียแล้ว บุญคุณต้องทดแทน
แล้วทั้งหมดก้เดินทางไปถ้ำผีหัวโต (ยกเว้ยท่านแม่แนนกับท่านพี่โอ๋) ถ้ำก็เป็นถ้ำธรรมดา โปร่ง ทะลุ มีแสงลอดเข้าได้ สิ่งที่สำคัญของถ้ำนี้เห้นจะเป็นภาพวาดสมัยโบราณที่วาดรูปแปลกประหลาดเอาไว้ มีชุดหนึ่งมีรูปคล้ายคนมีเขา และยานอวกาศ.... เคยได้ยินมาว่ามีหลายที่บนโลกที่วาดภาพเทือกนี้ วาดภาพคนมีเขา ในอดีตกาลอาจจะมีคนมีเขามาจากต่างดาวก็เป็นได้ หรือเป็นเพียงแค่จินตนาการ หรือไม่ก้อื่นๆ ว่ากันวันตอนค้นพบถ้ำนี้ ได้พบหัวกระโหลกมากมายนับร้อย แต่มีเพียงหัวเดียวที่ใหญ่กว่าหัวอื่น... นอกจากนี้ยังมีเรื่องประหลาดเกี่ยวกับชาวอาหรับคนหนึ่งที่ไม่เคยมาที่นี่มาก่อนแต่ดั้นด้นเดินทางมาเพื่อมาหารอยฝ่ามือในถ้ำแห่งนี้ และเมื่อได้สัมผัสกับรอยฝ่ามือนั้น เขาก็พูดไทยได้ในบัดดล... เรื่องเล่าก็คือเรื่องเล่า
และแล้วการท่องเที่ยวก้สิ้นสุดลง ทุกคนเดินทางกลับไปที่บ้านท่านแนน เมื่อถึงแล้ว ข้าอาบน้ำแต่งตัวเก็บของ และรอเวลาที่จะเดินทางกลับสู่เมืองแห่งความหดหู่
ระหว่างรอเวลา ข้าก้ได้อ่านหนังสือรวมรวมปาฐกถาธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุเรื่อง "นิพพาน" ซึ่งข้านำติดตัวมาด้วย ยิ่งอ่าน ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกว่าสิ่งที่ข้าคิดเกี่ยวกับระบบของการมีชีวิต มันมีเหตุผลมากขึ้น แม้ข้าจะไม่เคยเจอท่านพุทธทาสเลย แต่ข้าก้รุ้สึกดีที่ได้อ่านความคิดของท่าน ข้ารู้สึกว่ามีเพื่อน เพื่อนที่แลกเปลี่ยนความรู้ มอมความรู้ใหม่ๆให้กับข้า โลกใบนี้ไม่ได้มีข้าเพียงคนเดียวที่คิดเรื่องพวกนี้ มีคนที่คิดเหมือนข้า นี่เป็นการเริ่มต้นที่ดี ศาสนาไม่ใช่เรื่องงี่เง่างมงาย ถ้าเรามีมุมมองและจุดยืน ไม่ใช่เอาแต่นับถือหวังเอาบุญ หวังเพียงแต่จะขึ้นสวรรค์ หวังแต่จะได้สิ่งดีๆ โดยที่ไม่ศึกษาเลยว่าแก่นแท้ของชีวิตคืออะไร แก่นแท้ของศาสนาที่เรานับถือคืออะไร ทำไมต้องนับถือศาสนา หนังสือที่ข้าอ่านเล่มนี้ มันเป็นเหมือนบทความทางวิทยาศาสตร์เอามากๆ
แล้วเวลาแห่งการลาจากก้มาถึง ข้าเดินไปหลังบ้าน ยืนสูดอากาส ชมทัศนียภาพที่งดงามอีกครั้ง เป็นครั้งสุดท้าย เพราะข้าไม่รุ้ว่าจะได้มาที่แห่งนี้อีกไหม จะได้กลับมาตอบแทนบุญคุณของบ้านนี้ไหม แล้วข้าก้จากบ้านท่านแนนไป เพื่อขึ้นรถทัวร์กลับสู่เมืองแห่งความหดหู่
สิ่งที่รออยู่คือภาระแห่งชีวิต ความหนักอึ้ง แม้ไม่พร้อม แต่ข้าก้ต้องก้าวไป ชีวิตคนเราไม่สามารถหลีกหนีความจริงได้ ความเป็นจริงที่ยากลำบาก ชีวิตที่ไม่สบาย ชีวิตที่ต้องต่อสุ้ดิ้นรนกับความโหดร้ายของสังคม ข้าจะสู้ไป
หนังสือบอกว่า มนุษย์เราทุกคนยังไงซะก็ต้องเดินทางไปสุ่นิพพานอยุ่ดี เพียงแต่ช้าเร็วไม่เท่ากัน ข้าคิดว่า ในขณะที่ยังไปไม่ถึง ใน1ช่วงชีวิตนี้เราสามารถสัมผัสถึงนิพพานได้บ้าง หากว่าสัมผัสได้จริง นั่นคงเป้นสิ่งยืนยันได้ว่า ปลายทางนั้นคือนิพพานจริงๆ บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เราจะเครียดไปทำไม สู้ใช้ชีวิตหาความสุขร่ำไปไม่ดีกว่าหรือ แต่ทว่า หากปลายทางนั้นเป้นสิ่งที่วิเศษเกินกว่าสิ่งใดจะอธิบายได้ ถ้าหากได้ลองสัมผัสถึงนิพพานได้แล้ว จะไม่รีบไปสุ่นิพพานหรือ? สำหรับตัวข้าเองยังคงห่างไกลนัก นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องขบคิด การเดินทางของชีวิตที่แสนยาวไกล ไกลเกินกว่าชั่วอายุคน เราคงต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้
ความเป้นจริงแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่เป็นโซ่ตรวนพันธนาการที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งอื่นใดในชีวิตของข้านั่นก็คือ ข้ารอคอยความรักในแบบที่ข้าต้องการ ข้าจึงไม่อาจทำอะไรที่เป็นการบำเพ็ญตนอย่างแท้จริงได้ ข้ารอคอยใครสักคนอยู่ คนที่ทำให้ข้าไม่สามารถตัดขาดจากโลกใบนี้ได้ นอกจากนี้ยังมีสิ่งอื่นมากมายที่ข้ายังตัดไม่ได้ หากตัดได้เมื่อไหร่ หนทางแห่งการบำเพ็ญตนคงจะเริ่มต้นขึ้น หากชั่วชีวิตนี้ไม่สำเร็จ ก้คงต้องรอชีวิตหน้าต่อๆไป
ข้ามองท่านเอ๋ ข้าก้ถามตัวเองว่านางจะใช่มั้ยคนที่ข้าตามหา ความรักที่อยู่ข้างนอก แล้วความรักที่อยู่ข้างในใจข้า จะตรงกันไหม? เรื่องนี้ไม่มีทางรู้ได้เลย นางกับข้าอาจจะไม่ได้รักกันเลยด้วยซ้ำ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าเสียใจแต่อย่างใด ข้าก้ยังคงมองหาต่อไปใครซักคนหนึ่ง
หลายวันที่ผ่านมานี้ ข้าพูดกับท่านเอ๋รวมกันยังน้อยกว่าวันที่24วันเดียวเสียอีก
บนรถทัวร์ข้านั่งอยู่ข้างหลังนาง ข้ามองนางหลับคอพับเอียงไปมา นางไม่ได้ปรับเบาะนอน ข้านั่งครุ่นคิดอยู่นานว่า ข้าควรจะบอกนางไหม นางหลับอยู่ มันคงเป็นการรบกวน แต่ถ้าปล่อยไป นางอาจจะคอเคล็ดได้ หรืออาจะปวดเมือยมากเมื่อนางตื่นมา ข้าไม่อยากให้นางทรมาน ข้าช่วยปรับเบาะให้นางจะดีไหม แล้วถ้านางตื่นขึ้นมาจะว่ายังไง นางอาจจะไม่ต้องการก็ได้ เวลานี้ข้านึกถึงทิมยิ่งนัก เป้นทิมจะทำเช่นไร ข้ารุ้สึกบื้อเบื๊อกยิ่งนักและข้าคิดว่าทิมคงจะเคยรู้สึกอะไรแบบเดียวกับข้า ความรุ้สึกที่ว่าหวังดีแต่กังวลว่าความหวังดีนั้นอาจะกลายเป้นพิษต่อผุ้อื่นได้ ทำไมหนอข้าถึงคิดว่าทิมจะรุ้สึกเช่นนี้ ข้ามาคิดดูแล้ว ความบื้อเบ๊อกลังเล มันคือความใส่ใจ มันคือจุดเริ่มต้นของความรุ้สึกดีที่มีให้ ความห่วงใย นำไปสุ่ความรัก ในขณะที่เฉยเมย มันคือการไม่สนใจ มันก้คือคนเดินไปเดินมาบนโลกปัจจุบันที่ไม่รู้จักกัน ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความรุ้สึกดี เป้นคว่ามแปลกหน้าไม่ไว้ใจ การทำความดีใยต้องกลัว ว่าแล้วข้าจึงปลุกนางเสีย บอกให้นางปรับเบาะนอนลงเถิด คอนางอาจจะหักได้....
นางสลึมสลือลืมตามามองข้า ฟังข้าพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วนางก้ตอบว่าไม่ ข้าจึงต้องปล่อยนางไป นี่คงจะดีที่สุดเท่าที่ข้าจะทำให้นางได้ในฐานะคนรู้จักกัน แต่สำหรับนางแล้ว ข้าอยุ่ในฐานะอันใดข้าไม่สามารถรับรุ้ได้เลย
การเดินทางกลับครั้งนี้ ข้าหลับไปได้มากกว่าขามา อาจเป็นเพราะความอ่นเพลียจากหลายวันที่ผ่านมา และแล้วก้ถึงเมืองแห่งความหดหู่ที่ข้าอยู่มาตั้งแต่จำความได้
นี่ก็ตี3แล้ว ใจจริงข้าอยากนั่งรถไปส่งนางเพราะตามเส้นทางแล้ว สามารถไปส่งนางก่อนแล้วไปบ้านข้าต่อได้สบาย ไม่ย้อนทางอันใด แต่ข้าก็คิดแทนนางว่า นางคงปฏิเสธ แม้ว่าข้าจะเป็นห่วงนาง แต่ข้าก็คิดแทนนางไปเสียแล้ว ข้าจึงเรียกแทกซี่ให้กับนาง และส่งนางขึ้นรถไป ส่วนข้าก็เดินทางกลับตามลำพัง
เมื่อถึงบ้านแล้ว ข้าได้โทรหาท่านเอ๋แต่นางไม่ได้รับ ข้าจึงโทรหาท่านเกด ท่านเกดถึงบ้านแล้ว ข้าบอกท่านเกดไปว่าข้าโทรหาท่านเอ่ไม่ติด ท่านเกดบอกว่าไม่เป็นไรหรอก...
หวังว่าข้าคงจะได้เจอท่านเอ๋อีก หวังว่าข้าจะได้บอกท่านเอ่ว่าข้าชอบนาง แต่ทว่า ข้ากำลังจะก้าวข้ามไปสุ่ความหนักอึ้ง ข้าอาจจะต้องสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ผ่านมันไปได้อย่างดี ข้าอาจจะไม่ได้เจอนางอีกแสนนาน ข้าเกรงว่า ความรุ้สึกมันจะค่อยๆจางหายไป เหมือนกับรักที่มีวันหมดอายุ แต่นี่ก็คงจะเป็นเรื่องดี ที่จะได้พิสูจนือะไรบางอย่างเช่นกัน
สวัสดี

เอาไปหนึ่งจุ๊บฮ่ะ
ไปก็ดี กลับก็ดีล่ะ
#1 By nuut on 2007-01-04 01:22