ท้องฟ้ามืดหม่น ลมเย็นชื้นตีประทะหน้า บอกเป็นนัยว่าฝนกำลังจะตกในไม่ช้า วันบัดซบอีกวันกำลังดำเนินไปเหมือนวันบัดซบที่ผ่านมาทุกๆวัน วันไหนๆก็บัดซบได้ เพียงแค่เราเรียกมันว่า "วันบัดซบ" หรือว่าวันเหี้ยอะไรก็ตามแต่ใจจะนึกฝัน และพอเมื่อฝนตก ความบัดซบก็จะเริ่มเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ถนนจะเต็มไปด้วยรถ น้ำเจิ่งนอง ไอความร้อนชื้น และไอดิน ความเซ็งสุดกู่ของชีวิตในเมืองหลวง มีรถงามสง่าโก้หรูแพงโคตรพ่อโคตรแม่หาเงิน7ชั่วโคตรให้ถลุงเพียงใด ก็สยบอยู่หลังรถเมล์เน่าๆที่เหยียบกะโหลกเด็กนักเรียนตัวน้อยๆให้บี้แบนสมองและแทะเปื้นพื้นถนนเลือดสาดกระเซ็นได้อย่างสบาย แล้วจะมีรถดีๆไว้ทำเหี้ยอะไร ในเมื่อเดินไปเร็วกว่า? (ดีตอนรถไม่ติด ซึ่งมีเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมักจะเป็นเวลาที่คนขับรถส่วนใหญ่ไม่ได้ขับรถ มันเลยไม่ติด) ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย การเดินกางร่มในบางที่เป็นอะไรที่ประหลาดราวกับมาจากนอกโลก ทั้งที่รู้ว่านี่เป็นฤดูฝนตก แต่หลายๆคนก็ไม่พกร่มติดตัว แม้ว่ากระเป๋าเขาจะใหญ่โตมโหราญเพียงใด ร่มคันเล็กแค่คืบครึ่งกลับพกไม่ได้ ได้แต่ยืนมองคนที่เดินกลางร่มอย่างสบายใจด้วยสายตาราวกับว่า "ไอ้ตัวประหลาด" แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องสนใจพวกนี้เท่าไหร่นัก สนใจก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าเขาจะไปทางเดียวกับเรา การหยิบยื่นพื้นที่ว่างๆที่เหลือในร่มให้ผู้อื่นมันก็เป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์กันได้บ้างเล็กๆน้อย แต่ว่าขอทานที่ตัวเปียกอยู่กลางฝนทั้งๆที่มือเท้าดีหละ จะทำอย่างไร? ลืมเรื่องขอทานแล้วขึ้นรถไฟฟ้าจะดีกว่า เนื่องจากช่วงเวลานี้สิ่งที่สามารถเคลื่อนไหวไปได้ในระยะไกลๆเห็นทีจะมีแต่รถไฟเท่านั้น ฝูงชนก็มีมากมายตามยิ่งเย็น ยิ่งฝนตก คนยิ่งเยอะ ยิ่งแน่น เพียงแค่เดินเข้ารถก่อนก็เดินเข้าไปข้างในเพื่อให้คนอื่นที่เข้ามาตามหลังเข้าได้ก็ไม่รู้จักทำ แต่ก็พอเข้าใจว่า ถึงเวลาแล้วจะออกไม่ได้ ปัญหาตรงนี้ยังไม่มีใครแก้ได้นอกจากเหยียบหัวชาวบ้านออกมา แต่เนื่องจากรถไฟฟ้าไม่สามารถวิ่งไปได้ทั่วเมือง ยังไงความบัดซบยามฝนตกก็ต้องเผชิญกันต่อไป แม้ว่ารถไฟฟ้าจะลงใกล้ๆบ้าน แต่ทว่าไม่มีทางเท้าเดินไปบ้านได้ เพราะมีแต่ถนนให้รถวิ่ง (อันที่จริงมันก็มี แต่อาจจะไม่ถึงบ้านเพราะอาจโดนรถเหยียบเพราะทางเท้ากว้างแค่1เท้าเหยียบแนวนอน) ไม่รู้แม่งทำถนนภาษาส้นตีนอะไร ไม่รู้แม่งทำผังเมืองภาษาห่าอะไร (ภาษาไทย) ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปหรือกลับ ความหนักหน่วงของชีวิตก็ไปกับเราด้วยเสมอ เหม่อมองออกไปไกลเท่าใด เราก็ยังคงเป็นมนุษย์ เป็นคนในสังคมที่ต้องกินขี้ปี้นอนและอื่นๆ กลไกชีวิตที่เรียบง่ายแต่กลับซับซ้อน หิวกลับไม่มีกิน หนาวกลับไม่มีอะไรแก้หนาว อยากทำอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น ต้องผ่านกลไกการเงิน ต้องหาเงิน แล้วเอาเงินไปทำนู่นนี่ กินก็เสียเงิน ขี้ก็เสียเงิน ปี้ก็เสียเงิน นอนก้เสียเงิน ทำเหี้ยอะไรก็เสียเงินทั้งนั้น แต่หนทางการหาเงินนั้นกลับยากลำบาก และกลับตารปัตรชวนหลอกหลอน เช่น ชาวนาผู้ผลิต(เพาะปลูก)ข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของคนทั้งชาติแต่เสือกจนเพราะขายข้าวได้ราคาถูกเหี้ยๆ แต่คนเก็บเศษหินเสือกรวยแดกก็ไม่ได้ ทำเหี้ยอะไรก็ไม่ได้ (ได้เป็นบางชนิด) โลกแบบนี้ สังคมแบบนี้แม่งจะมีกี่ที่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ แล้วมันเคยชิบหายกันไปบ้างหรือยัง ก็ไม่มีทางรู้ได้ สังคมเสพย์ติด มันอาจเป็นธรรมชาติของมนุษย์เองก็เป็นได้ สื่อบันเทิง ความบันเทิง สิ่งต่างๆที่นำมาซึ่งความพอใจอย่างประหลาดสิ่งต่างๆที่พาเราออกห่างจากพื้นฐานทางชีววิทยาของมนุษย์ออกไปทุกที ละเอียด ซับซ้อน แต่เละเทะ จนหลายครั้งเกิดความเครียด เกิดความกดดันเหลือเกินว่า เราจะต้องทำให้ดีที่สุด เรียนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่ออะไร? ความรู้ที่ได้มานั้นเอาไปทำอะไร ทำแล้วได้อะไร ชีวิตเราจะดีขึ้น เราจะสบายขึ้น มีเงินมากขึ้น หรือจะต้องเหนื่อยตลอดไป ในขณะที่คนอื่นอดตาย คนในประเทศไม่ได้มีแค่กลุ่มเล็กๆ แต่เป็นกลุ่มคนหลาย10ล้าน พวกเขาจะตาย? ทิ้งไว้ต่อไป ใครจะอยู่รอด หากชาวนาจนไม่มีจะแดกจนจะอดตายขายนาแล้วทีนี้ใครจะปลูกข้าว แท้จริงแล้วเราควรใช้ชีวิตอย่างไรกับทุกวันนี้กันแน่? ความเซ็งความเบื่อหน่ายนั้นอัดอั้นอยู่เต็มอก ความเศร้าความหดหู่อัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยม ความหมดอาลัยตายอยากของชีวิต จากสายตา ชีวิตคุณภาพต่ำ ขอทาน คนไม่มีขะแดก คนร้าย ฆาตกร ความสูญเสีย การยึดติด บาปบุญ งมงาย โกหก ไม่ว่าเรื่องส้นตีนอะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด วันนี้นั่นกดคอม พรุ่งนี้อาจจะไม่เหลือสิ่งใดอีก มีแต่ความทุกข์ มีแต่ความเศร้า เราไม่มีทางรู้ วันนี้อยู่เมือง พรุ่งนี้อาจจะต้องอยู่ป่าแต่ต่อสู้เข่นฆ่ากับคนชาติเดียวกันเพื่อแย่งอาหาร มนุษย์นั้นแท้จริงจะปรองดองกันได้ไหม สัญชาติญาณที่แท้จริงคืออะไร ในเมื่อเรารู้ดีอยู่ว่าทุกคนต้องตายเหมือนกันหมด แต่ทำไมเราถึงต้องมีชีวิตอยู่ ไม่รู้เลยว่าทำไมต้องมีชีวิตอยู่ รู้แต่ว่าต้องมี เพื่อรู้แก่นแท้กระมังว่าทำไมต้องมีชีวิตอยู่ แก่นแท้ว่าเกิดมาทำไม ความรักนั้นจะมีจริงไหม ความรักนั้นคืออะไร ความรักแท้จริงแล้วทำให้มนุษย์ปรองดองกันได้จริงหรือไม่ แม้จะไม่มีความรัก แม้จะท้อใจ แม้จะเอือมระอาเหลือทนกับชีวิตตอนนี้ ก็คงต้องสู้ต่อไป ดิ้นรน อดทน ฝืนต่อไป เหนื่อยเหลือเกิน จนกว่าจะเข้าใจอะไรดีๆ
อ๋อ จะบอกว่าช่วงนี้เรียนหนักมาก และก็หวังไว้สูง เลยไม่ค่อยมีเวลาทำอะไร แล้วก็หดหู่กับชีวิตในทุกๆวันมากๆ ความรู้สึกดีๆเป็นเพียงแค่การพักเหนื่อยชั่วครั้งชั่วคราว แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย นับวันยิ่งเห็นแก่ตัว มีแต่เรื่องของตัวเอง มีแต่เรื่องเรียน ว่าเรียนยังไงให้ได้ เอ บัดซบจริงๆ วันๆต้องพยายามหาอะไรพยุงตัวเองไว้ไม่ให้ล้มลง เช่นเพลงปลุกใจ อะไรที่มันทำให้จิตใจเข้มแข็ง ต้องใช้พลังใจล้วนๆเพื่อที่จะมีแรงเรียนต่อไป ไม่เรียนมันก็มีงานทำ แต่ไม่อยากออกไปค้นคว้าหาอะไรที่มันเจ๋งๆ เพราะเวลามันไม่คอยท่า ถ้าเลือกได้จริงๆ จะพยายามใช้ชีวิตอยู่ให้ได้โดยใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยน้อยที่สุด อยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง อยู่ป่า อยู่เขา อยู่ดอย แม้จะลำบากไม่มีอะไรให้บันเทิงเหมือนเมือง แต่มันดูมีชีวิตมากกว่า อยู่แบบนี้มันซังกะตาย แต่เอาเข้าจริงก็อาจจะอยุ่ไม่ได้ เพราะมันเป็นเพียงแค่ "ความอยาก" อันที่จริงมันต้องลอง
แต่ตอนนี้ เรียนหนัก หนักจริงๆ (เพราะชีวิตที่ผ่านมาเอาแต่เล่น นี่เป็นครั้งแรกที่เรียนจริงๆ)
อนาคตนี่มันช่างน่าสงสัยจริงๆ
สวัสดี
...............................................
ป.ล. ทุกคนคงจะสบายดี
ป.ล.2 อยากให้ลองมองเข้าไปในแววตาของมนุษย์คนอื่นๆ บางที่อาจจะเห็นอะไรที่มันหดหู่
ป.ล.3 ใช่ เราอยู่ในเมทริกส์ แต่ว่าชื่ออื่น
edit @ 4 Oct 2008 16:53:43 by blackholesun

wellcome back
#1 By timmii on 2006-07-17 22:26