ตรวจสุขภาพ
posted on 10 Mar 2006 11:12 by poonpoon in MYSTORYมันไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไรหรอก
แต่อยากเล่า
............................................
วันนี้ผมตื่นแต่เช้า
ตื่นมาตี5ครึ่ง เพื่อจะออกไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลศิริราช
ตามเวลานัด เริ่มลงทะเบียน เวลา 7โมง45 ถึง 10 โมง
แต่ผมอยากไปให้เร็วที่สุด เพราะรถจะไม่ติด
ทำไมต้องตื่นตี5ครึ่งรึ
จะได้ออกไปขึ้นรถเมล์สบายๆ ได้นั่งไปจนถึงปลายทาง
ตามที่เมื่อก่อนผมเคยตื่นไปทำงานเช้าๆ (เดี๋ยวนี้ไปโคตรสาย)
ผมพบว่า ป.อ.44 คนจะโล่งก็ต่อเมื่อมาก่อน6โมงครึ่ง หลังจากนั้นปุ๊บ เต็มเหนียกทันที
ผมตื่นมาอาบน้ำแต่งตัว แล้วก็ออกไป
ปรากฎว่าไม่ทัน ............... (เดี๋ยวนี้เตรียมตัวนานเพราะต้องทายาหน้า เพราะช่วงนี้เป็นห่าอะไรไม่รู้สิวขึ้นเต็ม หน้าเละ)
ช้าไปแค่นาทีเดียว ก็เหนียกแล้ว
...............................ความไฝ่ฝันที่จะนั่ง44 ไปลงท่าช้าง เดินไปขึ้นเรือข้ามฝากที่ท่าพระจันทร์ มันสลายไปครึ่งหนึ่ง
ไม่เป็นไร เราอยากไปเช้ามากๆ ไปรถไฟฟ้าก็ได้
พอถึงสถานีเข้าเท่านั้นแหละ ขี้จะแตกขึ้นมาให้ได้
ก็เลยเดินไปดูส้วมอวกาศใต้สถานีรถไฟฟ้า
ปรากฎว่าคนที่ขายของกระจุ๊กกระจิ๊กแถวนั้น เอาถังน้ำแข็งอันมโหราฬไปใส่ไว้ในนั้นเสียฉิบ
ก็เลยตั้งสติ เดินหน้าต่อไป เหมือนจำได้ว่ามีส้วมสาธารณะอีก
แต่จำไม่ได้ว่าทิศไหน
แต่เดินมาแล้วก็ต้องเดินต่อไป
ถ้าไม่มีก็แค่ขี้ราดกางเกงเท่านั้นเอง
ปรากฎว่ามีจึงรอดตัวไป...
แล้วผมก็ขึ้นรถไฟฟ้า แล้วคิดว่า ลงสะพานตากสินแล้วนั่งเรือไปยาวๆเลยดีไหม
ไม่ดี มันไกลไป
งั้นไปลงราชเทวีแล้วขึ้นแทกซี่ไปท่าพระจันทร์ก็แล้วกัน
แต่ทว่า ผมดันลงที่อนุเสาวรีย์ด้วยความเคยชิน
อา เหนียก
ไม่รู้หละ รีบขึ้นแทกซี่ดีกว่า อยากไปถึงเร็วๆ
ก็ขึ้นแทกซี่ เดินทางไปท่าพระจันทร์ รถไม่ติดมากนัก
แล้วก้ไปขึ้นเรือข้ามฟากไปศิริราช(วังหลัง) ในราคาแค่3บาท
คนน้อยมากๆ ก็เลยได้นั่ง
ก็เลยได้เห็นทัศนีย์ภาพอันงดงามยามเช้า แสงแดดอุ่น กับน้ำแน่แม่น้ำที่กระเพื่อม เกิดแสงสะท้อนระยิบระยับ กับลมโกรก เย็นๆ แรงๆ กับความรู้สึกขึ้นๆลงๆวูบๆวาบๆแบบอยู่บนเรือ
อา..............ชิวดีแท้
พอลงเรือ ก็เดินหาอาหารเช้าทันที
ที่นี่ของกินมากมายจนไม่รู้จะกินอะไร
ผมเลือกกินบะหมี่ เพราะมันง่ายดี และอร่อยเสมอ (มันขึ้นอยู่กับเราปรุง)
ก็อร่อยดีตามคาด
แล้วผมก็หยิบเอาแผนที่ที่แนบมากับเอกสารสำหรับตรวจสุขภาพขึ้นมาดู เพื่อหาว่าตึกที่จะไปตรวจอยู่ตรงไหน แล้วเราอยู่ตรงไหน
แผนที่โคตรจะไม่ละเอียด แต่ผมก็ยังสามารถหาทางไปตึกผู้ป่วยนอกได้ อย่างไม่ลำบากมากนัก
ไปถึงก็ลงชื่อตรวจสุขภาพ
วัดความดัน
ตรวจร่างกายทั่วไป.............
โดยให้เรานอนเหลือกตาไปมาตามหมอสั่ง หมอก็ดู แล้วก็แบมือ จบ.............
นี่ตรวจว่ากูยังไม่ตายใช่มะ (หมอเข้ามาก็พูดประโยคทำนองว่า ตรวจแค่ยังมีชีวิตอยู่ก็พอ นึกว่าโจ๊ก เสือกจริง)
แล้วก็ให้ไปตรวจฉี่อีกตึกหนึ่ง
แผนที่ในใบแนบก็โคตรไม่ละเอียด
แต่ยังดีที่ลงตึกมาแล้วเจอแผนที่ของโรงบาล เลยไปง่ายหน่อย
ฉี่ที่นี่ ให้ฉี่ใส่แก้วพลาสติกแบบไม่มีฝาปิด แล้วก็เอามาเก็บไว้ในห้อง ห้องเดียวกับห้องที่ทุกคนจะต้องมาลงชื่อตรวจฉี่ที่ตึกนี้........มันไม่เหม็นกันรึไงนะ
ไม่สนหละ ตรวจเสร็จผมก็ชิ่งจากตึกนั้น ไปเอ็กซเรย์ต่อ
การเดินทางในโรงพยาบาลที่ไม่คุ้นเคยเนี่ย มันค่อนข้างยาก
เพราะไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหน
ถึงจะมีเลขห้องบอกก็เถอะ ยังไงมันก็ต้องวิ่งหาอยู่ดี
เหมือนเล่นเกมเลยแฮะ
เมื่อหาที่เจอแล้วก็ไปเว็นชื่อ กรอกใบ กรอกเสร็จแล้วไปไหน ก็ต้องถามเจ้าหน้าที่ ถามๆๆๆๆๆ เพราะไม่รู้เหี้ยอะไรเลยซักอย่าง
เจ้าหน้าที่ก็มีเฉยๆบ้าง ใจดีบ้าง หน้างอเป็นส้นตีนแถมดุเหมือนจะแดกกันบ้าง ก็ต้องเข้าใจว่าเป็นโรงพยาบาลรัฐ คนมันแยะ มันหงุดหงิด น่าเบื่อหน่าย กับคนมากมายหลายประเภท
ผมก็ต้องพยายามใจเย็นกับพวกเขาเหล่านั้นเช่นกัน
เพราะอย่างนี้แหละ ผมถึงชอบไปโรงพยาบาลเอกชน
แพง แต่ถ้าทำประกันชีวิตไว้ มันก็คุ้มอยู่
ดูแลเราเสมือนลูกค้า ไม่ใช่คนใข้
และที่สำคัญ ลูกค้าคือพระเจ้า (ก็เราเป็นคนจ่ายตังนี่หว่า)
รู้สึกเหมือนกับว่าเราจะถูกเทคแคร์อย่างเต็มที่
ไม่เหมือนกับอารมณ์ที่แบบว่า มาขอให้เขารักษา
"รักษากูหน่อยเท้อ กูจะตายห่าแล้ว" แบบโรงพยาบาลรัฐ
แล้วต้องมาเจอแบบว่า "มึงจะตายห่าก็เรื่องของมึงดิ ทนไม่ได้ก็ตายไป คนอื่นก็จะตายห่าเหมือนกัน แต่ต้องตามคิว เข้าใจ๊"
ว่าแล้วก็กลับมาที่ห้งเอ็กซืเรย์กันต่อ
เนื่องจากผมไปถามว่าเขียนเสร็จแล้วไงต่อ
เค้าก็ให้ผมเข้าไปถอดเสื้อเลย
ผมก้เข้าไปแล้วก็ถอดเสื้อออกให้หมดตามสั่ง
หันมองรอบกายไม่มีผู้ชายเลย มีแต่ผู้หญิงกะลังเอ็กซเรย์กันอยู่
ทุกสายตาก็จับจ้องมองผม
ผมก็เฉยๆนะ แล้วจะให้ทำยังไง
ผมไม่ได้เป็นคนทะลึงเบ่เบ๋เดินเข้ามาเอง แต่เค้าบอกให้ผมเข้ามา
ในขณะที่ผู้ชายคนอื่นๆนั่งรออยู่ข้างนอก
กลายเป็นว่าผมแซงคิว มิหนำซำยังไปแก้ผ้าโชว์สาวๆอีก
นึกดูแล้วก็เหนียกอยู่ แต่ไม่สน
เค้าบอกให้ผมถอดสร้อยออก แต่มันถอดยากเลยถามเขาว่าคาบไว้ได้ม๊าย
เค้าบอกว่าทำไงก็ได้ให้มันอยู่เหนือคอ
ผมก็เลยเอาขึ้นมาคล้องหู ดูเหมือนคนบ้าดี
เอ็กซเรย์เสร็จ 9โมงกว่าๆ เค้าบอกว่าให้มาตรวจฟันตอนบ่ายโมง
........................เหนียกแน่ๆ
เวลาหลายชั่วโมง ทำไงดี
เรามีการ์ตูนหุ่นเชิดสังหารอยู่นี่นา
อ่านๆๆๆๆๆๆๆๆ จบแล้วได้แค่10โมง
ทำห่าอะไรดี 3ชั่วโมง
ก็เลยนั่งเรือข้ามฟากไปท่าช้าง
เดินเล่นๆจากท่าช้างไปท่าพระจันทร์อีกรอบ
แถวนี้มันมีที่ไหนให้ไปสิงซัก2ชั่วโมงมั่งมั้ยน๊า พอหิวแล้วจะได้ไปกินข้าวครบเวลา 3ชั่วโมงพอดี
ผมคิดไม่ออก
เดินผ่านสะเวนเซ่นก็ว่าจะเข้าไปกินพาย แต่ทว่า มันอาจจะอิ่มเกินไป ทำให้กินมะตะบะไม่ลงได้ (อยากกินมะตะบะ)
แล้วตอนนี้ก็ไม่หิวด้วย ทำไงดี...............
เดินเข้าไปเล่นธรรมศาสตร์ก็แล้วกัน
โอ ที่นี่เค้าไปหาที่นั่งที่ไหนกันนะ
ไม่เหมือนมหาลัยเราเลย ที่นั่งชิวๆมีมากมายเป็นล้นพ้น แถมสามารถเจอได้ง่ายไม่ต้องเดินเข้าไปตามตึกที่เราไม่รู้จักด้วย
นึกอะไรไม่ออกก็เลยเดินไปเรื่อยๆ ไปหาโรงอาหาร
ก็ผ่านพื้นที่ก่อสร้าง ธรรมศาสตร์สีเขียว
อ่อ แสดงว่าที่นี่ต้องขาดที่ชิวๆแน่ๆเลย เลยต้องสร้างตรงนี้ขึ้นมา ไม่ไหวจีงๆ
เดินต่อไปถึงโรงอาหาร มันไม่ชิวหรอก แต่อยากหาอะไรกิน แดดมันแรง อากาศมันร้อน ก็เลยซื้อน้ำหวานสุดโปรด สแปลช
13 บาท.............
ทำไมมันไม่เอาขวด10บาทมาขายวะ
หรือเอาขวด 13 มาขายแล้วกำไมมากกว่า
เพราะขวดไม่ต้องคืน แต่คนทั่วๆไปก็คนทิ้งขวดไว้ที่นี่ เค้าจะเอาไปขายในฐานะอาวุธสงครามให้กับประเทศที่ยากจนเหมือนในเทวดาท่าจะบ๊องหรือเปล่านะ ต้องใช้แน่ๆ
หรือมันมั่วเอาขวด10บาทมาขาย13บาท
ดูขวดแล้วถูกต้อง
ขวด13บาทตรงโคนจะตรงลงมาเรียบๆ
ถ้า10บาท จะมีบวมๆตรงโคน
แสดงว่าจะเอาขวดไปค้าอาวุธสงครามจริง
แปลกดี
มองไปเห็นซุ้มมีหลังคาเล็กๆติดริมน้ำเลยเดินไปดุ เผื่อมันจะน่านั่งดูวิวชิวๆ
โอ้ว ซกมกมาก ขยะมากมาย แถมมีคนมานอนอยู่เต็มทุกที่นั่ง สภาพเหมือนพวกโฮมเลสไม่มีผิด
"นี่มันในมหาลัยจริงๆหรือวะเนี่ย....." เหนียกสุดๆ
ผมก็เดินออกมา เดินออะไธรรมศาสตร์ไปทางท่าพระอาทิตย์ เดินตากแดด เลาะริมแม่น้ำไปเรื่อยๆ จนถึงสวนสันติชัยปราการ
ที่นี่ยังพอมีที่นั่งชิวๆใต้ร่มไม้ที่ยังว่างอยู่บ้างก็เลยเดินไปนั่ง
ระหว่างทางก้เห็นฝรั่งมันมานั่งตากแดดกันหลายคนอยู่
เรารึ หาที่หลบแดดชิวๆแทบตาย ไอ้พวกนี้มานั่งตากแดด ยีสต์จริงๆ
ยัง ยังไม่พอ มีฝรั่งทำผมเดดร็อค แต่งตัวเซอร์สุดๆ นั่งสมาธิใต้ร่มไม้ที่แทบจะบังแดดไม่ได้เลยอีกด้วย
.....................เพื่ออะไรหว่า มันคงจะสมาธิดีขึ้นมั้งถ้าได้นั่งตากแดด
ไม่สนใจ ผมก็เลยไปนั่งชิวๆอยู่คนเดียว
จากมุมที่ผมนั่ง ผมสามารถมองเห็นแม่ได้ได้กว้างๆและชัดเจน
ที่ริมผั่งที่ระเบียงใต้ร่มเงาไม้อยู่
มีหนุ่มสาวนอนตักกันอยู่
ทำให้ผมนึกถึงคนขับแทกซี่คนนึงขึ้นมาจับใจ
เพราะวันก่อน ผมไปแวะเอาดีวีดี(เถื่อน)ที่สั่งเอาไว้มากมายที่หอเพื่อน แต่ของมันมาส่งพร้อมๆกันเลยทำให้ไม่สามารถขนกลับไปได้ง่ายๆนัก แล้วผมก็ขี้เกียจมาบ่อยๆ (ขี้เกียจเดิน มันไกล) ผมก็เลยเรียกแทกซี่
เมื่อขึ้นแทกซี่ ไปได้ซักพัก คนขับก็ชวนคุย
เริ่มตรงที่ เวลาบ่ายๆประมาณ2-4โมงเนี่ย คนขับแทกซี่ส่วนใหญ่จะง่วง ถ้าไม่แข็งจริงก็อาจจะชนได้
"จริงเหรอนี่ ง่วงอยู่อะเด้ กูจะถึงบ้านไหมเนี่ย" ผมคิดในใจ
แล้วก็พูดต่อว่า ไม่มีแทกซี่คนไหนขับทั้งวันทั้งคืนหรอก ก็ต้องมีพักกันบ้าง ก็ต้องมีเวลาให้กับตัวเองบ้าง แต่ว่า เวลาแทกซี่มันน้อยไปรึไงก้ไม่รู้ ส่วนใหญ่แฟนจะทิ้ง
"เริ่มยีสต์แล้ว" ผมคิดในใจ
ผมจำได้ว่าเพื่อนผมนั่งรถมาบ้านผม อยู่ดีๆแทกซี่ก็สวดมนต์ ยีสต์มากๆ แต่คราวนี้ผมจะเจออะไรกันนะ
"พี่เชื่อมะ ผมเพิ่งโดนแฟนทิ้งมาเมื่อเช้า" แทกซี่พูด
"เหรอครับ" ผมตอบ แต่คิดในใจว่า แล้วพี่อยากจะขับรถชนอะไรบ้างไหมครับ ผมหละกลัวจัง
"ผมก็เสียใจนะ เสียใจมากด้วย ถ้าเค้ารักเราจริงเค้าคงกลับมา ถ้าไม่ก็ไม่เป็นไร ผู้หญิงในโลกนี้ไม่ได้มีคนเดียว"
เออ เข้าใจคิด อย่างนี้ค่อยโล่งอก รถก็ขับไปตามปกติ ไม่ได้มีช้าเร็วตามอารมณ์แต่อย่างใด รู้สึกปลอดภัย ทำให้การสนทนาลื่นไหล
"แต่ว่านะ มีคนที่ผมจีบอยู่เหมือนกัน ก็ดูท่าทางเค้าจะมีใจให้อยุ่ 2-3วันก่อนยังไปเที่ยวกันอยุ่เลย"
"แล้วแฟนมึงหละ" ผมคิดในใจ
"แต่ต่อมาเธอก็ไม่ให้ผมโทรไปหาซะงั้น แล้วก้ปิดเครื่องหนีด้วย ไม่รุ้ทำไม ผมต้องไปขับรถแถวที่ทำงานเค้า แล้วก็เจอกันบ่อยๆ แทบทุกวันนั่นแหละ เป็นพี่พี่ทำไง เป็นพี่พี่คิดไง"
อืม สงสัยจะเห็นผมเป็นกูรูซะแล้วไง หน้าผมมันเหมือนปรมจารย์ด้านนี้รึไงวะ อีกอย่าง ผมอ่อนกว่าคนขับแน่ๆ อย่าเรียกพี่อีกเลย มันเหนียก
"ผมไม่คิดว่าเค้าจะมีใจนะ คนเรามันมีหลายประเภทหนะ จากประสบการณ์แล้วผู้หญิงประเภทที่ทำเหมือนมีใจ แต่แท้จริงไม่เคยคิดอะไรนั้นก็มีอย่าคิดมาก" ผมพูด
"เออ เหรอฮะ แปลกนะ เค้าก็พูดเหมือนพี่พูดเนี่ยว่า อย่าคิดมาก แล้วอย่างงี้ผมทำไงดี"
ยีสต์มากๆ เสือกไปพูดเหมือนผู้หญิงคนนั้นอีกกู
"ผมว่าพี่ก็ทำตัวปกติไป ทำเหมือนที่เคยทำ ที่เคยเป็น เป็นตัวของเราอง แต่ก่อนเป็นอย่างไร เดี่ยวนี้ก็เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องคาดคั้นไม่ต้องดึงดัน เป็นตัวของตัวเอง แล้วจะสบายใจ" ผมพูด
คนขับอึ้งแล้วก็บอกว่าก็จริง เห็นด้วย พูดได้ดี และยอมทำตามโดยละม่อม
"แต่ยังไงก็ตามแต่ พี่อย่าเชื่อมันหรือยึดติดอะไรให้มันมากนัก โลกนี้มันไม่แน่นอน ถ้าบางอย่างมันไม่เป็นไปอย่างที่พี่เชื่อ โลกของพี่อาจจะแตกสลาย พี่ควรจะคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นก็ได้ และยอมรับมัน แล้วมันจะดีเอง" ผมเสริม
ส่วนเรื่องแทกซี่กินยาฆ่าตัวตายแล้วไม่หายใจไป3วันแล้วฝื้น กับ รอยกรีดตามแขนมากมาย และ เรื่องที่ฉีดยาชาแล้วไม่ชาอ้างว่าร่างกายแข็งแรงผมไม่ขอพูดถึง ผมมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง ซึ่งอาจจะกระทบกระเทือนต่อความเชื่อพื้นบ้าน ผมจึงขอข้ามกลับไปที่สวนสันติอีกครั้ง
ผมก้เอาหนังสือออกมาอ่าน หนังสือคู่มือนักเขียน
เล่มนี้ก็ไม่ได้ดีโด่อะไรนัก แต่มันก็เป็นแนวทางได้เพราะส่วนใหญ่เป็นแนวคิดจากนักเขียนชื่อดังว่าต้องเขียนอะไร ยังไง เราสามารถดัดแปลงเป็นแบบของเราเองได้ โดยไม่ต้องลอกมาทั้งดุ้น
อ่านหนังสือไป มองนู่นนี่ นึกถึงบุหรี่กลิ่นมิ๊นเย็นๆหอมๆ มองดูเด็กสาวม.ต้นหนีเรียนนัดกับหนุ่ม(คิดเอาเองตามที่เห็น)แล้วก้เหมือนจะหลับไป
แต่ยังก่อน นี่ก็ได้เวลาอันสมควรที่จะกลับไปแล้วบังเอิญมีเรือด่วนค่อยๆแล่นมา ผมจึงรีบวิ่ง(เดินเร็วๆ) ไปรอขึ้นเรือ
แล้วผมก็ไปที่วังหลัง ข้ามกลับมาท่าพระจันทร์เพื่อกินมะตะบะ และ ปอเปี๊ยะ
ถ้ามาท่าพระจันทร์แล้วไม่ได้กินโรตีมะตาบะร้าน"โรตีมะตะบะ"ที่อยู่ตรงกับร้านหนังสือการ์ตูนที่อยู่ใกล้ๆร้านน้องท่าพระจันทร์หน้าธรรมศาสตร์แล้วหละก็ ถือว่าพลาดมากๆ เสียเที่ยวสุด(สำหรับผมนะ)
ผมชอบขึ้นไปนั่งชั้นบน เสียค่าแอร์3บาทแต่เย็นสบายดี
ไปถึงผมก้หยิบกระดาษ เขียนรายการที่คิดไว้แล้วในใจลงไปทันที แล้วก็ดูเบอร์โต๊ะที่ผู้เชือกอยุ่บนเพดานลอยอยู่เหนือหัว เขียนลงไป แล้วก้ส่ง
ผมก็มองดูรอบๆ เหมือนกับส่วนใหญ่ในร้านตอนนี้ ไม่เคยมากินที่นี่มาก่อน แปลกจัง
เอาเถิดอิ่มหมีพลีมันแล้วผมก็ข้ามกลับไปศิริราช
ระหว่างนั่งเรือข้ามฟาก ผมก็คิดว่าผมชอบเรือข้ามฟากมากกว่าเรือด่วน เพราะมันโปร่งกว่า
ผมเคยนั่งเรือข้ามฟากจากท่าพระจันทร์ไปลอยกระทงที่สะพานพระราม8ด้วย ชิวมากๆ
สถานที่แถวนี้ ล้วนมีความทรงจำบางอย่าง
ไม่สิ มันกระตุ้นความทรงจำบางอย่าง
ร้านดอกไม้ ที่เคยมีดอกไม้ดอกเล็กๆเป็นพุ่มๆ เป็นยวงๆสีม่วงอ่อน ที่ผมเคยซื้อให้ผู้หญิงคนหนึ่ง ก็ยังคงมีอยู่แต่ไอ้ดอกไม้ที่ว่าไม่มี คงจะไม่ใช่ฤดูกาลของมัน
ร้านขายของชำที่สาวคนนึงเดินเข้าไปซื้อกระดาษทิชชู่1ม้วนเพื่อเอามาซับน้ำตาก็ยังคงขายอยู่
ท่าเรือที่ผมไปยืนผมปลิวพริ้วไสวยามค่ำคืน
นั่งเรือชมทิวทัศน์ของแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนกับทิม จนดูเหมือนคู่เกย์มาเดทกัน
ท่าเรือที่ผมทำความรู้จักกับผู้หญิงคนนึงเป็นครั้งแรก
ม้านั่งที่เธอร้องไห้ไม่หยุดแล้วกอดผมไว้
แถวนี้มีอะไรมากมายมายเหลือเกิน
ผมคิดว่า
คนเราไม่มีทางลืมเรื่องที่เคยเกิดขึ้นได้หรอก ตราบใดที่ยังมีสิ่งที่กระตุ้นมันอยู่ เช่นสถานที่
หรือ อะไรที่มันคล้ายๆ เหมือนๆกัน
ใครที่คิดว่าจะลืมอะไรให้ได้นั้น ก็ขอให้เลิก"พยายามลืม"ซะ ให้เข้าใจว่ามันผ่านไปแล้วเสียดีกว่า มันคือความจริงที่เคยเกิดขึ้น โกหกตัวเองว่าลืมก็ไม่มีประโยชน์อะไร (ยังไงตัวเราเองก็รู้ดีว่าไม่มีทางลืม)
แล้วผมก็ไปถึงที่ตึกที่ตรวจฟัน
ขึ้นไปตามชั้นที่นัดหมาย พอถึงชั้นนั้นปุ๊บผมก็หลอนทันทีเมื่อผมหันมองไปทางซ้าย
มันโล่ง.......แบบโดนรื้อทิ้ง ดูหลอนมากสำหรับโรงพยาบาล ทางขวาเป็นโซนทำฟันซึ่งยังมีคนไข้รอเหนียกอยู่มากมาย ผมมาเร็วเกินไป ยังไม่เริ่มตรวจ
แล้วผมก็ปวดท้องขึ้นมาอีก ผมจึงเดินลงไป1ชั้นเพื่อไปหาส้วม และก้ได้รู้ว่า โดนทวารหนักหลอก ขี้ไม่ออกนั่นเอง
แล้วผมก็กลับขึ้นมา คนไข้หายไปเรียบ เหลือแต่คิวตรวจฟันยาวเหยียด
...............เหนียก
และส้วมชั้นนี้ก็มีอยู่ใกล้ๆอีกเสียด้วย
ผมก็เลยไปยืนงงๆต่อแถว ผมมองไปแต่หัวแถว มาจนถึงตัวผม แล้วผมก็เอะใจว่า แล้วจะมีคนมาที่หลังเราอีกไหม ผมจึงหันไปอีกทาง
อ่อ ที่เรายืนมันเป็นรอยหักของแถวนี่หว่า ท้ายแถวยังอยู่อีกไกล กูแซงคิวชาวบ้านหน้าด้านๆเลยนะเนี่ย
...........................เหนียก
ว่าแล้วผมก็เดินไปต่อท้ายแถวตามที่ควรจะเป็น
เมื่อลงทะเบียนเสร็จ ก็แตกแถวไหม
ทำไปทำมาก็ได้ตรวจฟันก่อนชาวบ้านอีกแล้ว
เนื่องจากไปยืนหลบชาวบ้านเขา
(คนส่วนใหญ่นั่งที่นั่งรอ ผมหาที่ยืนหลบคนเดินไปเดินมา)
หมอก้เลยลากมาเข้าคิวหน้าห้อง เลยได้ตรวจคนต้นๆ
หมอใช้เวลาตรวจโดยเฉลี่ยประมาณ1นาที(จับเวลา)
แล้วก็กลับบ้านไปด้วยใจร่าเริง เสร็จซักกะที
...........................................
ป.ล. เพลงมันเข้ากับเรื่องที่เล่าไหมนี่
edit @ 4 Oct 2008 17:02:45 by blackholesun

ps.เดินไปทั้งหมดกี่กิโลหล่ะนั่น
#1 By can i be the sick bitch too? on 2006-03-12 21:47