5 มกราคม

หลังจากที่เพื่อนๆ ของผม และ น้องๆ ได้ขึ้นไปเที่ยวภูกระดึงกัน

รุ่นน้องผมก็อยากจะไปกันบ้าง

ผมก็เลยเหงียนอยากจะไปกับเขาบ้าง

จึงเป็นอันตกลงปลงใจไปกับรุ่นน้องสาวๆ

ตกเย็นวันพะรึหัดสับบ่อดี ผมจึงรีบกลับจากแลป มาอาบน้ำแต่งตัว และเอาของที่แพคไว้ล่วงหน้า 1 วัน หลังจากนั้นก็เดินทางไปที่นัดหมายให้ทันเวลา

ผมเดินทางมาถึงโลตัสเจริญผล ก่อน 3 ทุ่ม

ผมจึงมีเวลาเดินซื้อของใช้ที่จำเป็นที่ผมยังขาดอยู่

ระหว่างทางผมก็เดินผ่านร้านขายเสื้อผ้าร้านหนึ่ง

ผมเดินผ่านมาได้สัก4-5ก้าว ผมก็ได้ยินเสียงของตกจึงหันไปดุ

อ่อไม้แขวนเสื้อตก คงจะเป็นชายคนที่เดินตามหลังมานั่นกระมังที่ทำตก

ผมไม่สนใจแล้วเดินต่อไปเรื่อยๆเพื่อขึ้นบันไดเลื่อน

ขณะกำลังจะขึ้นบันไดเลื่อนนั้น

"ขอโทษครับ" มีชายคนหนึ่งวิ่งมาหาผม

โอ้ว ก๊อช

ถุงนอนที่พมถือมามันเกี่ยวเสื้อมาเป้นยวงเลย (ตัวเดียวแต่ดูเหมือนยวงอะไรซักอย่าง)

ไอ้ไม้แขวนเสื้อที่หล่นนั่นก้ฝีมือเราเอง ยีจริงๆ

จึงขอโทษขอโพย แล้วผมก็เผ่นลับไป

แล้วก็ไปเดินหาวซื้อเกลือห่อเล็กๆ เอาไว้ขจัดปัดเป่าทากให้หลุดพ้นไปในยามฉุกเฉิน

แต่เกลือที่มีขายนั้น มีแต่ห่อใหญ่ยัก และ ขวดเขื่อง

มิหนำซ้ำ เพียงแค่ยกขึ้นมาดู มันก็รั่วเรี่ยราดสาดกระจายลงบนพื้นมากมายก่ายกองเนืองนองอย่างไม่อายใคร

โอว ยีจริง

เมื่อซื้อของที่จำเป็นครบถ้วน

ผมก็ไปหารุ่นน้อง

รวมพลสหายในทริปนี้ มี 6 คน ได้แก่

1.ข้าพเจ้า

2.น้อง G1 น้องในแลปข้าพเจ้า

3.พี่ G2 เป็นพี่สาว G1 อันที่จริงก็รุ่นเดียวกับผม แต่ผมเรียกพี่ตาม G1

4.น้อง P1 น้องในแลปข้าพเจ้า

5.น้อง P2 เป็นน้องสาวของ P1

6.พี่ N เป็นเพื่อนของพี่ G2 และเป็นคนขับรถในทริปนี้ (อายุมากที่สุดในกลุ่มด้วย)

ก่อนจะมา น้องจี1บอกผมว่า

ทริปนี้จะเอารถกระบะไป คนอาจจะแน่น ผมอาจจะต้องไปนั่งกระบะ

ผมว่ามันก็คงจะอินดี้ หากได้นั่งโกรกลมยามดึกไปจนถึงภูกระดึง

ผมจึงขุด MD ออกมาจากกองขยะที่บ้าน โอว มันยังฟังได้ชัดเจ๋ว ยีจริง

แม้ว่ามันถูกทิ้งให้เป็นขยะ2ถึงปี มีฝุ่นราขึ้นในแผ่น MD แต่มันยังคงเล่นได้

ลองคิดดูถึงความอินดี้ต่อ การนั่งกระบะไปกระดึง คงหาคนซ้ำได้น้อยมาก เพราะใครๆก็จะนั่งรถทัวร์ รถไฟ รถนั่ง หรืออะไรที่สบายๆไปทั้งนั้น ยิ่งคิดยิ่งเกิดความภาคภูมใจในความอินดี้

และเมื่อเดินมาถึงรถ โอ้ว

อีซูสุ ดีแม็ก 4 ประตู นั่งกันไปได้หมดพอดี

หน้า2 หลัง 4 สาวๆนั่งหลัง หนุ่มๆ นั่งหน้า

ยังไม่พอ รถของพี่ N ยังมีจอแอลซีดีขนาดพอเหมาะ และเครื่องเล่นดีวีดีในรถด้วย โอ้ว

พี่น้อง จี ก็เอาหนังมาด้วย ดีจริงๆ

แต่กว่าจะได้ออกเดินทาง ก็เกือบๆเที่ยงคืนได้

เฮฮากันไป ดูหนังกันไป คุยกันไป แล้วก็หลับผลอย ปล่อยให้พี่ N ขับรถคนเดียว เปล่าเปลี่ยวเดียวดาย

พอแวะปั๊ม ผมก้ได้รับรู้ว่า ถึงเลยแล้ว

.....................................................

6มกราคม

ลมเย้นวูบเข้ามาตีหน้าผม ผมจึงตื่นขึ้นมา ผมว่าถึงด่านตรวจก่อนเข้าเขตอุทยาน

โอว มาถึงแล้วรึเนี่ย

คิดไม่ถึงเลยว่าจะมาถึงได้ ก่อนหน้านี้ซัก2ชั่วโมง ยังหลงทางกันอยู่เลย

เพราะถนนในแผนที่โลกแผ่นเล็กเท่าฝ่ามือของพี่ N นั้น มีหมายเลขเดียว แต่ในความจริง เลขนั้น ดันมีสายเก่ากับสายใหม่ แล้วไปคนละทางกันเลย ก่อให้เกิดความหลอนกลางดึกสงัด

เห็นมินิมาร์ทร้านหนึ่งเปิดอยู่ พี่N วิ่งเข้าไปถามทาง แล้วพี่ N ก็วิ่งออกมา บอกไม่มีใครอยู่

หลอยจริงๆ ที่นี่เมืองร้างรึไงนะ

เดชะบุญ

เห็นรถทัวร์จังหวัดเลยวิ่งผ่าน จึงขับตามด้วยความชาญฉลาด ที่ไหนได้ มันวิ่งไปอู่....

สุดท้ายก็มั่วเส้นทางมาถึงจนได้ แต่เขาจะเปิดให้ขึ้นภูได้ตอน7โมง

ตอนนี้ก็6โมงเช้า ฟ้ายังคงมืดอยุ่

ลงไปแปรงฟันล้างหน้า เตรียมตัวเดินขึ้นภูกันอย่างใจจดใจจ่อ

เมื่อเปิดทำการแล้ว พวกเราก็ได้เอาของไปใช้บริการ "ลูกหาบ"

ซึ่งจะเป็นยอดมนุษย์ชนิดหนึ่งที่มีตัวตน และสามารถพบได้ในประเทศไทย

พวกเขาสามารถยกของหนังได้ถึง 50 - 60 กิโลกรัมเลยในคราวเดียว

โดยจะหาบขึ้นไป

คิดค่าบริการ กิโลละ 10 บาท

สัมภาระของผมทั้งหมด หนัก 8 กิโล ส่วนอาหารบางอย่างที่ผมเตรียมมา ผมเอาไปรวมกับส่วนรวม

เมื่อฝากของเสร็จ ผมก็เอาเป้อีกใบมาสะพายและใส่ของจำเป็นระหว่างเดินทางลงไป ซึ่งมันไม่หนักมาก สบายๆ เพื่อมีใครบาดเจ็บ หิว และกระหายกลางทาง หรือแม้กระทั้งฝนตก ผมก็พร้อมเสมอ เพราะมีชุดกันฝนด้วย

หนทางเดินขึ้นภูไม่ลำบากอย่างที่คิด อาจเป็นเพราะช่วงที่ผมขึ้นไป อากาสเริ่มเย็นลงอีกครั้ง เพราะตอนที่เพื่อนๆผมขึ้น มันบอกว่าร้อนมาก

ถึงขนาดใส่บอกเซอ(กางเกงในชายชนิดหนึ่งรูปร่างเหมือนกางเกงนักมวย)ตัวเดียวเดินขึ้นภู

เส้นทางไม่ยากลำบากนัก ผมก็เดินขึ้นไปสบายๆด้วยใจร่าเริง

แล้วสาวๆหละ

พี่น้องพี เดินรวดเร็วราวกับสาวลม และดูเหมือนว่าจะไม่เหนื่อยเลยสัดนิด

พี่จี2ก็เดินโอเค ไม่เหนื่อยมาก

ส่วนที่จะเหนียกสุดคงจะเป็นจี1 ถึงขนาดต้องใช้ไม้เท้าเลยที่เดียว

(พี่ N ก็ไม่เหนื่อย)

ที่นี่มีไม้เท้าให้ใช้ฟรีๆ ซึ่งผมก็เอามาเหมือนกัน แต่ไม่ได้เอามาทำไม้เท้า แต่อามาถือเล่นเป็นดาบ ไล่ฟาดฟันลมอย่างสนุกสนาน

อาห์ อินดี้จริงๆ

ระหว่างเดินขึ้นมา จะมีจุดพักหลายจุด เรียกเป็น "ซำ" ซึ่งหมายความว่าที่ที่มีน้ำผุด หรืออาจะหมายความถึงที่พักล้างหน้าล้างตาก็เป็นได้

ผมเฝ้าครุ่นคิดในใจตลอดทางว่า ตรงไหนหนอ จะเหมาะเป็น ซำ "เหนียก"

อาหารบริเวณซำก็เริ่มแพงขึ้น แต่ไม่แพงมาก

เครื่องดื่มที่ผมโปรดปรานมากที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ก็คงจะเป็น "สแปลช" มันช่างหวานเย็นชื่นใจดีเหลือเกิน ที่นู่นขายขวดละ 20

เดินกันไป เหนียกบ้าง ถ่ายรูปบ้าง

และแล้ว เราก็ถึงหลังแป จุดสิ้นสุดการเดินขึ้นเขาจากโคนเขาถึงยอดก็ 5.5 กิโล

บางที หลังแปอาจจะแปลว่าหลังเดี้ยงก็ได้ หากแบกสัมภาระขึ้นมาเอง

ถึงแล้วกางเต๊นเลยไหม ยังก่อนพวกเจ้าทั้งหลายที่ไม่เคยมา ยังต้องเดินไปอีก3กิโลกว่า ถึงจะถึงที่พัก

ระหว่างทางเดิน ผมก็วิ่งกระโดดโลดเต้น เอาดาบไม้เท้าไล่ฟันอากาศอย่างสนุกสนานแบบอินดี้ ไปตามทางที่เต็มไปด้วยทราย ทรายละเอียดๆแบบเดียวกับชายทะเล

ว่ากันว่า ที่แห่งนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน

หลังจากการเดินหลั่นล้ามาสักพัก ก็ถึงสถานที่กางเต๊น

พวกเราก็ได้เช่าเต๊นขนาดใหญ่ นอนได้6คน มูลค่า 300 บาท ต่อคืน

ผมก็ไปเดินเล่น ได้หมวกอินดี้ อสุจิ2หางมา1ใบ

แล้วก็ทำการตั้งเต๊นที่สามารถตั้งได้อย่างง่ายดาย

ในเวลาต่อมาไม่นานนัก ก็ไปเอาของจากลูกหาบ ซึ่งตัวคนหาบเดินสวนกับพวกเราตอนระหว่างทางเดินจากหลังแปมาที่เต๊น เค้าบอกว่าฝากเพื่อนเอาไว้ เขากลับก่อนหละ โอว เขาเดินมาถึงเร็วกว่าเราอีก ทั้งๆที่ออกตัวพร้อมๆกันแท้ๆ

ได้ของครบถ้วน เก็บของเข้าเต๊น เช่าผ้าห่มเสร็จสรรพ (ผื่นใหญ่โต๊โต หรือ โตโต้กลิ่นปกติ คืนละ20บาท) แล้วก็จะเดินทางไปดูพระอาทิตยืตกที่ผาหมากดูก

ฉลามแนะนำว่า ให้ปั่นจักรยานไปกลับจากที่เต๊น คิดค่าเช่า2ชั่วโมง 40 บาท

พวกเราก็ยกพลกันไป แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า

ไปไม่ทันดอกน้อง ตอนนี้ ไปดูพระอาทิตย์ตกแถวองค์พระก็แล้วกัน

พวกเราก็เดินไปไหว้พระ แล้วก็ลองเดินไปเล่นแถวผาหมากดูกกัน แม้จะไม่ทัน แต่ไปเดินชิวๆก็ยังดี

ระหว่างทาง มีจักรยานปั่นกลับมา จึงถามว่าพระอาทิตย์ตกหรือยัง สวยไหม

เขาบอกว่าสวยมาก และเพิ่งตกเมื่อกี้นี้เอง

.....................เจ้าหน้าที่หลอกกู ถ้ากูเดินมาตั้งแต่ตอนนั้น ยังทันเลย -*- แสด

ด้วยความงอน พวกข้าพเจ้าจึงเดินกลับ ตอนนี้ก็มืดแล้ว อากาสเย็นจัด เย็นมาก

แต่คงไม่เป็นอะไรมาก ผมเอาเสื้อกันหนาวมาตั้ง2ตัว หมวก1ใบ ถุงมือ ถุงเท้า โอว อบอุ่นอยู่แล้ว

มาถึงเต๊น ทุกๆคนตัดสินใจว่าจะอาบน้ำ ยกเว้นผม

หนาวปางตายยังจะอาบน้ำกันอีกหรือ แต่ในเมื่อทุกคนอาบ ผมก็คงต้องอาบ แม้ว่าผมจะไม่รู้สึกว่าตัวผมเหม็นเลยก็ตาม แต่เพื่อความสบายใจของทุกคน ผมยอม

ไปถึงห้องน้ำ ก็มีห้องอาบน้ำที่ความสะอาดปานกลาง

แต่ก่อนอาบน้ำขอไปแปรงฟันย้อมใจก่อน

เมื่อสัมผัสน้ำ โอว นี่มันน้ำแข็งขั้วโลกละลายมาใช่ไหมนี่ เย็นสัด

เย็นขนาดนี้ ผมคงทนกลั่วปากขยอกๆไม่ได้ดอก เสียวฟันตายห่า ผมจึงต้องอมแล้วบ้วนไปเรื่อยๆ จนกว่าปากจะสะอาด

แล้วตอนอาบหละ จะขนาดไหนกันวะ?

ผมเข้าห้องอาบน้ำ เปลืองผ้าออกจนหมดสิ้น ผมก็รู้สึกว่าหนาวสุดๆแล้ว

เมื่อน้ำมาโดนตัว ผมก็รู้สึกเลยว่า กูจะตายแล้ว ความรู้สึกเหมือนโดนน้ำร้อนลวก แต่ว่ามันเย็นเท่านั้นเอง ผมดิ้นเร่าๆ อาบน้ำจนเสร็จ แต่งตัวเรียบร้อย เดินออกมาแต่ก้ไม่วายลืมสบู่เหลวเอาไว้ จึงต้องไปเคาะประตูคนที่อาบน้ำต่อให้หยิบออกมาให้ โอว ใจดีจริงๆ

เมื่อเดินออกมานอกห้องน้ำแล้ว ผมก็รู้สึกว่าอากาสมันเย็นน้อยลง เพราะร่างกายผมมันชาจากความเย็นตอนอาบน้ำไปหมดแล้ว โอว แปลกใหม่ วิธีแก้หนาวแบบนี้อินดี้จริงๆ

เดินมาเจอพี่น้องพี โอ้ว เจ้าทำไมเจ้าใส่เสื้อช่างดูบางเบาอะไรเช่นนี้ ดูไม่น่าจะอุ่นเลย ไม่เอาเสื้อหนาวมากันรึไง

นางบอกว่า เพื่อนบอกว่าไม่หนาว

โอ้ว ไม่คิดเตรียมไว้เผื่อมันเกิดหนาวกระทันหันแบบนี้กันเลยรึ

ข้าจึงสละเสื้อให้นางไปใส่เล่น 1 ตัว

ซึ่งพวกนางไม่ค่อยจะเอาไปใส่กันนัก ถ้าไม่หนาวปางตายจริงๆ

พวกนางเอาข้าวของขึ้นมาน้อยมาก สัมภาระของนางแค่4-5กิโลต่อคนเท่านั้น(อันที่จริงอาจจะน้อยกว่า4กิโลด้วยซ้ำ) อินดี้จริงๆ

แล้วพวกเราก็ยกพลกันไปฝากท้องที่ร้านคุณป้าที่เพื่อนๆแนะนำมา ร้านคุณป้าให้ชาร์จไฟฟรีด้วย

แต่ชาร์จได้ช่วง 6 โมงเย็น - 3 ทุ่มเท่านั้น เพราะทางอุทยานเขาจ่ายใฟให้แค่3ชั่วโมงต่อวัน

อาหารที่นี่ ราคาไม่แพงจนเกินไป ราคาพอๆกับไปกินฟู๊ดเซนเต้อตามห้างรสชาติก็ไม่เลว

แต่ ต้องกินเร็วหน่อย เพราะอากาศเย็นมากๆ

ผมว่าผมเป็นคนกินข้าวค่อนข้างเร็วแล้ว ยังไม่วายพบกับความเย็นราวแช่เย็นของข้าวใน2คำสุดท้าย

และแล้วพวกเราก็กลับเต๊น ประชุมกันเรื่องวันพรุ่ง แล้วก็รีบเข้านอน

เวลาไปต่างที่ ผมจะไม่ค่อยเรื่องมากกับการนอนเท่าไหร่ และจะหลับค่อนข้างง่าย และฟื้นตัวเร็ว ผมใช้พื้นที่ในเต๊นน้อยมาก ผมนอนริมซ้ายสุดของเต๊น หันเท้าไปทางประตู ถัดมาเป็นพี่ N พี่จี2 น้องจี1 น้องพี2 และน้องพี1

กลางดึงอยู่ๆผมก็ปวดฉี่ ผมจึงต้องออกไปฉี่คนเดียวกลางดึก นึกว่าจะหลอน

แต่ไม่ค่อยหลอนเท่าไหร่ หลายๆเต๊นแถวนี้ ยังมีคนตื่นอยู่บ้าง คนเดินอยู่บ้าง เลยรอดตัวไป

ตอนกลับเข้ามาในเต๊น ผมได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ ทำเอาผมขนหัวลุกซู่

อ้อ น้องพี1 เรียกผมทักทายนี่เอง แล้วผมก็กลับสุ่นิทรารมย์โดยไม่สนใจใคร

เขาหาบของกันอย่างงี้

ทรายขนาดนี้

สาวๆให้อาหารกวางเจ้าที่

พระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก (แต่เดินไปไม่ทัน)

..............................................

7 มกราคม

เสียงตั้งปลุกจากโทรศัพท์หลายๆเครื่องดังขึ้นไล่เรี่ยกัน โดยเสียงโทรศัพท์ของผม หลอนเด่นเหนือใครๆ

แต่ว่าทุกเครื่องดังขึ้นมาตอนที่ทุกคนตื่นหมดแล้ว แล้วจะตั้งทำไม........

วันนี้ตื่นแต่เช้าตรู่ เพราะต้องรีบไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น

แน่นอน ฟ้ายังมืดอยู่เลย รีบเตรียมตัวแล้วเดินออกไป

โอ มีคนมายืนอยู่ที่หน้าที่ทำการกลุ่มหนึ่ง เจ้าหน้าที่บอกให้รอก่อน เพราะตอนตี5 จะมีคนนำทางไป ซึ่งนี่ก็ใกล้ตี5แล้ว ยืนเมาความเย็นสักพัก ก็เริ่มออกเดิน

เดินๆๆๆๆๆๆๆไปเรื่อยๆ ก็ถึง แต่เอ๊ะ ทำไมมีคนมาถึงก่อนเราตั้งเยอะ

เค้ากล้าเดินมากันเองด้วยเหรอเนี่ย

ตอนเดินมาเจ้าหน้าที่ก็ขู่ว่า มีคนตายเพราะโดนช้างจู่โจม เลยจำเป็นต้องนำทาง อย่างน้อย จะได้พาวิ่งหนีได้

เอาเถิด ถึงแล้วก็มานั่งรอชมพระอาทิตย์ขึ้นกัน

โอว คนในเมืองเขาตื่นกันแล้วรึ

แสงไฟส่องสว่างมากมายในเมืองดูเด่นขึ้นมาในความมืด

มันดูเป็นเมืองเล็กๆ จิ๋วๆ เหมือนเรามองจากท้องฟ้าลงมาเลย

ทำให้ผมนึกถึงมุมมองจากยาน LOGOS ที่ดิ่งลงมาจากฟากฟ้า เพื่อพุ่งเข้าสู่ ZERO ONE เมืองจักรกล ใน MATRIX REVORUTION

เอาเถิด อย่างไรก็ตามแต่ พระอาทิตย์เริ่มจะขึ้นแล้ว

ฟ้าเริ่มเป็นสีแดงไกลๆ ตามขอบโลกที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

ช่องว่างใต้แผงเมฆหมอกนั่น ดูสีแดงสดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ไฟค่อยๆลุกขึ้นท่วมฟ้าหลังม่านนั่น ดูแล้วมันช่างเป็นภาพหลอนจริงๆ

ไฟไหม้ฟ้า bruning sky ผมพยายามหาคำมาบรรยายแต่ก็ นึกไม่ออก

เอาเป็นว่ามันหลอนมากๆ

ผมเอาหูฟังมาเสียบกับมือถือ เปิดเพลงของลิลลี่ชูชูกรอกหูไปเรื่อยๆระหว่างพระอาทิตย์ค่อยๆขึ้น

โอว อารมณ์นี้มันเยี่ยมจริงๆ

ยืนอยู่ใกล้ๆหน้าผา สายลมเย็นยะเยือกพัดโบกแทบจะทนไม่ไหว ฟังเพลงที่ให้ความรู้สึก เศร้า เหงา เดียวดาย และอยากโบยบินไปให้ไกลจากที่ที่เป็นอยู่ กับมุมมองที่มองเห็นโลกในมุมสูง มองเห็นท้องฟ้ากำลังไหม้ไฟไกลๆ ในขณะที่โลกบริเวณนี้ยังคงมืดมิด

มันคือความหลอนที่ผมจดจำมันไปได้อีกนาน

อาห์ เมื่อท้องฟ้าสว่างไว พระอาทิตย์ขึ้นไปหลังม่านเรียบร้อย

เราก็ไปกินกาแฟกัน เพราะแถวนั้นมีโต๊ะขายเครื่องดื่มร้อนๆอยู่ โอว อารมณ์นี้ก็ชิวดี ผ่อนคลายสุดๆ นี่แหละการผักผ่อนที่ฉันต้องการ

CHILL OUT TRAVEL

ตุ๊บ!

เสียงอะไรสักอย่างหล่นกระแทกพื้น

โอ้ว โน้ว กล้องของพี่จี2ตกนั่นเองอะไรกันเนี่ย

พอลองเปิดมาแล้วถ่ายภาพดู ปรากฎว่าถ่ายภาพไม่ติดเสียแล้ว

มันคงไปเกิดใหม่แล้ว

พวกเราจึงมีความคิดดีๆว่า ทำให้มันตกลงกระแทกพื้นอีกรอบไหม เผื่อวิญญาณมันจะกลับเข้าร่าง แล้วใช้ได้

เพราะเมื่อคืน โทรศัพมือถือของน้องจี1 ที่หน้าจอมืดสนิทแต่โทรได้มาหลายเดือน ถูกพี่จี2ทำตกเปรี้ยง หน้าจอยังกลับมาสว่างไสวได้อย่างมหัศจรรย์แห่งรัก

..................อย่าดีกว่า แล้วพวกเราก็เลิกคิดเรื่องนี้กันไป

กลับมาที่บริเวณตั้งเต๊น กินข้าว แล้วออกเดินทางต่อตามที่วางแผนกันไว้เมื่อคืน

วันนี้เราจะไปเที่ยวแบบชิวๆ

พวกเราเดินกันไปหนะด้วยใจร่าเริง โดยไม่ได้รับรู้เลยว่า เรื่องที่ไม่ได้คาดฝันกำลังจะเกิดขึ้นกับพวกเราทั้ง6

เราเที่ยวหลั่นล้ากันไปเรื่อย ตามทุ่งหญ้า ตามถนนหนทาง โอว มันหลั่นล้ามีความสุขใจเสียนี่กระไร นึกถึงตอนพิมอยู่นี้ก้ยังแฮปปี้จนสุขใจ

เหมือนว่าเราได้ปลดปล่อยตัวเอง จากอะไรซักอย่าง

ที่นี่อากาศเย็น สามารถหายใจเป็นควันได้ถึงเกือบเที่ยง แต่กลางวันแดดแรง เผามากๆ โชคดีเสื้อผมมี hood ก็ช่วยได้บ้าง

และแล้วเราก็มาถึงน้ำตกสอใหญ่

เราใต่ลงไปสำรวจข้างล่างถ่ายรูป แล้วก็หยิบแผนที่ขึ้นมาดูว่าสอน้อยมันอยู่ไหน

ตามแผนที่ไม่มีเส้นทางเดินเท้ามาให้ แต่เป็นรูปทางน้ำไหลจากสอใหญ่ไปจนถึงสอน้อย

..............เราจึงเดินกันไปตามทางน้ำตก

ยิ่งลึกเข้าไป ยิ่งเขียวชอุ่มสดใส ป่าดูมีชีวิตชีวา ร่มรื่น ชุ่มชื้น โอ มันสวยงามเสียนี่กระไร

พวกเราไต่กันไปตามโขดหินน้อยใหญ่ และท่อนไม้ที่ล้มอยู่

และแล้วน้องพี1ก็ล้มลง

เสียงกรีดร้องของน้องพี2ดังสนั่น

ข้าเงียบอึ้งไปสักพัก น้องที่ล้มหน้าคว่ำค่อยๆลุกขึ้นมา

เธอไม่เป็นไร แต่แก้มยุ้ยๆน่ารักของเธอ ช้ำเล็กน้อย

ผมรู้สึกแย่มากๆ

ที่เป็นรุ่นพี่ที่ไม่เอาไหน ดูและน้องก็ไม่ได้ ปล่อยให้น้องเดินทะเล่อทะล่าลื่นน้ำหน้าคะมำลงไปจูบหินเสียได้

ยิ่งคิด ยิ่งสำนึกผิด กลับไปคงโดน 1 ด่าน่าดู

หลังจากนี้ข้าจะพยายามดูแลเจ้าให้ดีขึ้นก็แล้วกัน

(หลายเพลาต่อมาข้าก็ลืม สงสัยข้าจะไม่เอาไหนจริงๆ)

ยิ่งเดินลึก ป่ายิ่งดิบยิ่งรกขึ้นเรื่อยๆ

จนมองไม่เห็นหนทางข้างหน้าว่ามันยังคงเดินไปตามทางน้ำตกได้อีกหรือเปล่า

โขดหินเริ่มหมดไป เหลือเพียงธารน้ำตกโล้นๆ หากจะเดินไปตามธาร ก็คงต้องลุยป่าข้างทางไป

เริ่มไม่ดี เห็นว่าป่าทางซ้ายมือมีทาง ขึ้นไปอาจจะเป็นถนนให้เดินไปผาหล่มศักได้ ผมขึ้นไปสำรวจ พบว่า จากการปีนขึ้นมาแทนที่จะพบพื้นโล่งๆ กลับพบแต่ป่า แถมยังมีทางให้ขึ้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

...............หมดทางแล้ว เราคงต้องกลับทางเดิม

แล้วเราก็เดินกลับกันมาทางเดิม แต่คิดว่า คงจะมีน้อยคนที่เข้าไปในที่ที่เราไปถึง

แล้วเราก็เดินทางไปจนถึงผาหล่มศัก ก่อนเวลาอาทิตย์ตกสักพัก

พอนั่งพักดื่มน้ำที่ร้านค้า.........พี่ N ก็บอกว่า

"แบตเตอรี่กล้องจะหมดอ่ะ" ซึ่งกล้องของพี่จี2ก็พังไปแล้ว เหลือกล้องไฮโซเครื่องเดียวที่เป็นขวัญกำลังใจ เป็นพี่พึ่งของพวกเราในตอนนี้

เพราะกล้องของน้องจี1 น้องพี1 กะกล้องมือถือผมคงถ่ายภาพได้ไม่ไฮ(เรส)โซ(ลูชั่น)นัก

เราคงต้องกลับกันตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อไปให้ทันชาร์ตแบตโทรศัพท์

ตอนนี้ก็5โมงแล้ว ไฟฟ้ามีถึงแค่3ทุ่ม เดินกลับเกือบๆ9กิโล อาจจะทัน ถ้าออกตอนนี้

แต่ถ้าไม่กลับไปชาร์ตวันหลังจากนี้คงจะไม่ได้ถ่ายรูปกัน

เราจึงต้องยกขบวนกันเดินกลับไป ทั้งๆที่มาถึงผาที่จะดูพระอาทิตย์ตกแล้วแท้ๆ

แต่ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังมี เรามาแก้ตัวใหม่ได้กับเส้นทางใหม่อีกเส้นหนึ่ง ที่จะทำให้เราสนุกได้มากไม่แพ้วันนี้แน่นอน

แล้วเราก็รีบเดินกลับกันไปบนทางเดินที่มีแต่ทรายอย่างหนาริมหน้าผาสูงชันมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่เปิดโล่ง บรรยากาศยามเย็นใต้เงาเขาข้างล่างนั่นดูครึ้มมองไปเหมือนกับทะเลยิ่งนัก

ท้องฟ้าแบ่งสี ม่วง น้ำเงิน ฟ้า ขาว ชมพู ส้ม แดง สวยงาม

ช่างเป็นภาพที่ประทับใจยิ่งนัก

แม้ว่าจะไม่ได้ดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มศัก ระหว่างทางที่เราเดินกัน เมื่อหันกลับไปเราก็ยังสามารถมองเห็นอาทิตย์ตก เข้าไปในช่องว่างใต้ม่านเมฆ ดูราวกับเป็นดวงตาแห่งเทพเจ้า แอบจ้องมองมนุษย์ตัวน้อยๆอยู่

อาห์ ต้องเร่งฝีเท้าแล้วหละ

ความมืดกำลังคืบคลานเข้ามา พวกเรายิ่งรีบเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ

จะทันไหม สิ่งเดียวที่คิดในใจ

เดชะบุญ มีรถกระบะตามมาจากด้านหลัง มีเด็กหนุ่มวัยคะนองอยู่หลายคนที่กระบะ แต่ก็พอมีที่เหลือพอให้พวกเราขึ้นไปด้วย พวกเราจึงสามารถเดินทางกลับไปที่ตั้งเต๊นได้ทันเวลา

บนรถกระบะนั่นเราก็ได้รู้จักกับเด็กสวิสที่มาจากเทือกเขามองบลัง แต่ดูยังไงมันก็ภูทรแถวบ้านเรานี่เอง อย่างไรก็ตามแต่ ตามข่าวที่ได้ถามเจ้าหน้าที่หลังจากลงรถแล้ว จึงได้พอเข้าใจว่าเป็นลูกของ VIP คนหนึ่งที่มาที่นี่

"ทำไมถึงมีพวก VIP มาหละครับ"

"อ๋อ ก็พี่ทักกี้จะมาไงหละ พวกรัฐมนตรีหรือคนใหญ่คนโตบางท่านก็มาสิงสถิตย์รอคอยพี่ทักกี้อยู่ที่นี่แล้วนะ"

"โอว" อย่างนี้ยีสต์ไหมนะ

จากการเดินทางที่แสนลำบากบนรถกระบะที่กระโดดไปตามเนินและพื่นที่หลุมบ่อ ที่ทำให้รู้สึกว่ารถมันจะคว่ำอยู่เรื่อย ก็ผ่านพ้นไป

พวกเรารีบไปชาร์ตไฟฟ้าที่ร้านคุณป้าใจดีได้ทันเวลา รอดตัวไป

กินข้าวเสร็จแล้ว

ผมกับพี่ N ก็ซื้อเบียร์คนละ2กระป๋อง ไปนั่งกินและคุยเล่นกันในเต๊น

กินไปชิวๆ ผมก็ไม่เมาหรอกนะ แต่ผมรู้สึกดี ผมก็พูดมากขึ้น รู้สึกว่าจะเป็นที่ขำขันกันมากในเต๊น ขำขันกันขนาดเจ้าหน้าที่เดินมาเคาะเต๊นแล้วบอกว่าให้เบาๆหน่อย (ฮา)

แล้วก็นอน จู่ๆก็ตื่นขึ้นมากกลางดึก ดูเหมือนว่าจะตื่นขึ้นมากันทั้งเต๊น จำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร ก็เลยออกไปเข้าห้องน้ำกัน โอพระเจ้า ดาวบนท้องฟ้าช่างงดงาม ดวงดาวสว่างสไว มองเห้นชัดด้วยตาเปล่า มันสว่างมาก ตัดกับท้องฟ้าสีดำสนิทดูสวยงามยิ่งนัก

พรุ่งนี้คงสนุกกว่าวันนี้แน่ๆ

พระอาทิย์ขึ้น....ที่ผานกแอ่น

สนุกสนาน

ร่าเริง

....................................................

8 มกราคม

วันนี้ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้ามืด วันนี้เราตื่นกันสายๆหน่อย นอนกันสบายๆ แล้วก็ไปกินข้าวแล้วเตรียมตัวออกเดินทาง

วันนี้เราจะเดินไปในเส้นทางน้ำตก

เส้นทางน้ำตกก็สนุกสนานดี ได้เดินไปในกลางดงพงป่าเขาลำเนาไพรไกลสังคม

อาห์ รู้สึกดีจริงๆ

แล้วเราก็ออกไปเดินเลียบผา ตามเส้นทางที่รถผ่านเมื่อคืน โอว ชิวจริงๆ

เราคุยเล่นสนุกสนานจนกระทั่งถึงผาหล่มศักอีกครั้ง

คราวนี้ผมก็เกิดสำเหนียกอะไรขึ้นมาได้1อย่าง

ผมล้วงเข้าไปในเป้ของผม พบแต่ถ่ายไฟฉายก้อนยักษ์3ก้อน แต่หามีไฟฉายไม่

ฉิบหาย................

ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ทำใจดีๆ

ที่แห่งนี้เขามีตะเกียงขาย ไมสิ ต้องเรียกว่าโคมจะดีกว่า

ทำจากขวดพลาสติก ใส่เสียนเข้าไปข้างใน แล้วมีเชือกผูกขอขวดไปห้อยกับไม้สำหรับจับ โอว ก็อินดี้ดี คืนนี้เราคงใช้โคมนำทางกลับได้แหละมั้ง

ระหว่างชมพระอาทิตย์ตก

ผมก็นึกเรื่องบางเรื่องขึ้น

ผมรู้สึกมีความสุข และ พอใจกับการอยู่แบบนี้

อยู่แบบโดดเดี่ยวแบบนี้ บางครั้งหัวใจมันก็กลวงโบ๋ อยากหาอะไรมาไหลผ่านให้มันชุ่มชื่นและเต็มอยู่เสมอ

แต่ก็นะ nothing last forever

จึงถึงตอนนี้ ผมยังไม่มีคนรักกับเขาเลย

คนที่ดีกับผมหนะมีมากมาย แต่ความรักกลับไม่เคยมีขึ้นในใจเลย

ถึงแม้ว่าจะเหงาและโดดเดี่ยว ผมก็จะยังไม่ปักหลักกับใครในตอนนี้เป็นแน่แท้

ผมรู้สึกว่า ผมยังหนุ่มเกินไปที่จะรีบทำการใดๆเรื่องนี้ ยังมีอะไรอีกมากที่ต้องคิด และต้องทำ

วันนี้ ขอข้าชิวก่อน วันหน้า ค่อยว่ากันเรื่องรัก

ในขณะที่กำลังหาที่สงบๆดูพระอาทิตย์ตก ก็ได้พบกับคนๆหนึ่ง อาจจะเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่ง มาพูดให้คนหนุ่มสาวฟังเรื่องประโยชน์ของการมีกระเช้า

............. พูดในแง่ที่ว่า สร้างกระเช้ามันดีอย่างนั้นอย่างนี้ ผมไม่อยากฟัง หนวกหู รำคาญ ผมมันคนหัวบุราณบุร่ำ ผมไปหาที่ยืนชิวเงียบๆดีกว่า

อาทิตย์ค่อยๆตกลงไปช้าๆ วันอาทิตย์กำลังจะผ่านพ้นไป

ความมืดมาเยือนอีกครั้ง

เราจุดโคมที่ซื้อมา เพื่อเซฟแบตไฟฉายของคนอื่นๆ เก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นจริงๆเท่านั้น

การเดินกลับในยามค่ำคืนนี่ มันก็ชิวดีแท้ๆ

แสงไฟสีส้มกลุ่มเล็กๆใต้ความมืดที่กินบริเวณกว้งใหญ่ไพศาล

แม้จะมืด แต่พอเมื่อไฟตะเกียงหมดลง เราก็ได้รู้ว่า มันไม่ได้มืดสนิทนัก

ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าโปร่ง แสงอาทิตยืสะท้อนดวงจันทร์ส่องลงมาเป็นแสงจันทร์ สร้างความสว่างไสวโดยธรรมชาติได้ระดับหนึ่ง

โอ ข้าทึ่งในธรรมชาติขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

ระหว่างที่เราเดินคุยเล่นกันไปยามค่ำคืนนั้น จู่ๆก็มีเสียงประหลาดแหวกอากาศออกมาจากในป่า

มันคือเสียงหอนของสุนัขป่าสักชนิดหนึ่ง เสียงหอนจากสุนัขตัวเดียวดูหวีดหวิว วังเวงพิกล

แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งพวกเราได้ เรายังคงเดินไปข้างหน้าอย่างมิหวั่นใจ

เสียงหอนค่อยๆเงียบไป ขณะที่เสียงหอนกำลังหายไป ก็มีอีกเสียง ไม่สิ หลายเสียงแทรกออกมาจากป่าอีกครั้ง

มันคือเสียง4-5เสียงหอนประสานกันออกมา มันไม่ได้มีแคตัวเดียวหรอหรือ แล้วมันอยู่ใกล้ๆนี่ใช่ไหม

กลุ่มที่เดินมาก็ไม่ใช่กลุ่มใหญ่อะไร แต่ละกลุ่มที่เดินก็ห่างกันมากพอสมควร

ผมเหมือนเคยได้ยินว่า หากเราส่งเสียงดังโหวกเหวกขึ้นมาบ้าง มันก็คงจะเกรงๆเรา และยังไม่กล้าเข้ามาจู่โจมเราในคราวแรก คงถ่วงเวลาดูเชิงกันไปได้บ้าง

ว่าแล้วผมส่งเสียงเข้าไปในป่าอย่างสดใสกังวาลก้องว่า......

"วาว วาว เสียงรถไฟ วิ่งไปด้วยใจครื้นเครง..........."

เท่านั้นและ เสียงหอนก็เงียบไป

แต่เสียงที่สะท้อนกลับมา ช่างประหลาดหลอนใจผมยิ่งนัก

มันเป็นเสียงหอนสั้นๆ แต่หอนถี่ๆ ราวกับเสียงหัวเราะของมนุษย์

คล้ายๆ ฮิ ฮิ คิกคิก ฮี้ฮี้ โดยประมาณ และมันไม่ได้มีแค่เสียงเดียว

แหล่งกำเนิดเสียงมีมากมายไปตามแนวป่า อาจจะเป็นเสียงนับ100เสียงได้

ฟังแล้ว เหมือนผมเล่นตลกคาเฟ่ให้คนดูขำกลิ้ง หัวเราะท้องแข็งได้ก็ไม่ปาน

อันที่จริงข้าพเจ้าก็อัดเสียงกลับมาด้วย แต่ด้วยความโง่ ไปกดอะไรก็ไม่รู้

ทำให้ไฟล์มันเหลือสั้นแค่ไม่กี่วิ น่าเสียดายจริงๆ

ขณะที่กำลังหลอนกับเสียงหัวเราะแห่งป่าสนเขายามค่ำคืน เราก็ถึงจุดพักพอดี แล้วเสียงเหลานั้นก็ค่อยๆเงียบหายไป ก่อนที่เราจะเดินเข้าจุดพักด้วยซ้ำ หลอนจีงจีง

หลังจากพักผ่อน ซื้อโคมเพิ่ม เราก็เดินทางกันต่อไปเรื่อยๆ จนถึงที่ตั้งเต๊น

วันนี้เป็นวันที่พวกเรามีความเห็นตรงกันว่าจะไม่อาบน้ำ ค่อยไปอาบพรุ่งนี้ตอนลงจากภู

มันคงจะหนาวน้อยกว่าอยู่บนนี้

ขณะที่ผม พี่น้องจี และพี่ N กะลังกินหมูกระทะกันอย่างทุลักทุเล

น้องพี1ก็เดินมาหา

โอ้ว

เธอดูน่าร๊ากมากๆ ในเสื้อที่ผมให้ยืมไป ทำไมกันหนอ เสื้อของผมเนี่ย สาวๆเอไปใส่ทีไร น่าร๊ากทุกทีไป

น่าเสียดายที่ผมไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้

เพราะผมมัวแต่ขมักเขม้นอยู่แต่เรื่องหมูดิบในปาก

ผมจะเป็นไข้หวัดนกไหม?

พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน วันนี้นอนดีกว่า

น้อง P1

พระอาทิตยืตกที่ผาหล่มสัก

..........................................................

9 มกราคม

วันนี้เราก็ตื่นสายๆ ชิวๆกันตามเคย

ว่าจะไปปั่นจักรยานเล่นซักพักค่อยลง จักรยานก็ดันหมดเสียอีก โอว

ไม่ใช่เรื่องใหญ่ จักรยานหมด เราก็กลับสิ

แต่ก่อนกลับ ขอแวะไปปั๊มพาสพอทเที่ยวเมืองไทยหน่อยได้ไหม

ปั๊มว่า ข้าคือผู้พิชิตภูกระดึง หึหึ

หึหึ(หัวเราะ)ไม่ออก เพราะทหารมากมายเข้าปิดล้อมพื่นที่บริเวณที่ทำการเอาไว้

ห้ามคนเข้าในบริเวณกว้างรอบๆนั้น

ทำไม เกิดอะไรขึ้น

ใช่แล้วครับทุกท่าน พี่ทักกี้ของเรากำลังจะมาถึงนั่นเอง

ต้องเตรียมการกันขนาดนี้เลยรึ มาทีก็เดือดร้อนชาวบ้านอย่างนี้เลยรึ

กะอีแค่เข้าไปปั๊มนิดเดียวก็ไม่ได้เลยรึ โอ เยี่ยมจริงๆ

ขณะกะลังยืนเซ็งเหนียกอยู่นั้น เฮลิคอปเต้อลึกลับก็มาลงจอดต่อหน้าต่อตา

คนกลุ่มหนึ่งเดินลงมา

โอ้ว ก็อช พี่ตักกี้ตัวเป็นๆ เดินกางแขนมาอย่างผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมด้วยกลุ่มบริวารทั้งหลายมากมาย

โอว เมื่อไหร่จะไปๆกันให้พ้นบริเวณนี้สักที กูจาปั๊มพาสพอท

ว่าแล้วก็เดินไปรอในจุดที่อยู่ใกล้ทางเข้าที่ทำการ

ก็พบกับเด็กหนุ่มวัยรุ่นแรกแย้มกลุ่มหนึ่งกำลังนังคุดคู้หน้านิ่วคิ้วขมวด เจ้าหน้าที่บอกว่าเจ้าหนุ่มพวกนี้เดินมาถึงก่อนเพื่อนเพราะหิวข้าว แต่แทนที่จะเข้าไปกินข้าวได้ ก็เข้าไม่ได้ เพราะทหารได้เข้ายึดและปิดล้อมพื้นที่ร้านค้าเอาไว้แล้ว เพื่อให้พี่ทักกี้และกลุ่มดาวบริวารได้รับประทานอาหารเช้าอย่างสะดวกสบายและปลอดภัยไร้กังวล

ข้าเห็นใจเด็กกลุ่มนี้ยิ่งนัก จึงยื่นมาม่าจัมโบ้เอรสหมูสับไม่ใส่ตับสภาพป่นปี้ถูกขยี้ซะจนแหลกเหลวโดยที่ถุงไม่มีร่องรอยการฉีกขาดแต่อย่างใด ให้1ไปห่อ พร้อมกับนมเปรี้ยวดัชมิลอีก1กล่อง หวังว่าจะช่วยรองท้องน้องๆไปได้บ้าง ในขณะที่รอท่านผู้นำประเทศแดกข้าวอย่างเอร็ดอร่อย

สักพักนึงเขาก็ปล่อยให้พวกผมเข้าไปปั๊ม ผมจึงได้รับรู้เรื่องยีสต์ อีกนิดหนึ่งว่า

เขามีแผนการสร้างกระเช้าจริง

จุดที่จะสร้างมีด้วยกั3จุดทีเดียว ถ้าสร้างทุกจุดคงจะยีสต์มากๆ

นอกจากนี้ยังมีทางลึกลับที่ไม่สามารถอธิบายได้อีก1เส้น ว่าเค้าจะสร้างเป็นอะไรขึ้นมา โอว โนว

ปีนี้อาจจะเป็นปีสุดท้ายของภูกระดึงที่ไม่มีกระเช้าก้เป็นได้

การที่พี่ทักกี้มาในวันนี้ ข้าวในวิทยุประกศว่ามาประชุมเรื่องการลักลอบตัดไม้ แต่ผมว่า มันต้องมีเรื่องกระเช้าด้วยอย่างแน่นอน

และแล้วพวกผมก็หันหลังให้กับพี่ทักกี้ แล้ววิ่งลงเขาไป

การลงเขาค่อนข้างเจ็บปลายเท้ามากๆ ต้องระวังให้ดี

เพราะเล็บอาจจะฉีกได้

การวิ่งลงเขาเป็นอะไรที่สนุกสนานมากๆ ที่ได้โหนต้นไม้ไปมา ราวกับคนบ้าทาร์ซานบอยก็ไม่ปาน

แล้วเราก็มาถึงข้างล่าง ที่ที่เราจากมาเมื่อ3วันก่อน

(พี่ N ดีใจมากที่รถยังไม่หาย)

อาบน้ำอาบท่า ขึ้นรถเตรียมกลับบ้าน ก่อนกลับก็ไปแวะกินแจ่วฮ้อนกัน

แรกๆก็อร่อยสะเด็ดยาด

แต่พอถึงหม้อที่3 พี่จี2บอกว่า อยู่ๆก็รู้สึกคลื่นใส้ สงสัยจะแพ้ผงชูรส

...............อย่างไรก็ตามผมก็อิ่มแล้ว ทุกคนก็ขึ้นรถเดินทางเข้ากรุงเทพ

"วันนี้ผมจะอยู่เป็นเพื่อนพี่ N" ผมบอกอย่างนั้น

แต่พอขึ้นรถได้ซักพัก ผมก็รู้สึกแสบคอมาก และมีอาการเวียนศีรษะ

โอ้ว ใช่แน่ แพ้ผงชูรส มันจะใส่เยอะขนาดไหนกันนะ ผมไม่อยากนึกถึงในตอนนั้น

แต่ตอนนี้ผมคิดว่าเค้าน่าจะเอาที่คนซุปเปียกๆ ซุกลงไปในถังผมชูรส แล้วเอามาคนซุปให้พวกเรากินเป็นแน่แท้

ไม่ไหวแล้ว ผมจึงหลับ............. ได้ข่าวว่าพี่ N ก็โคตรง่วง แต่เดชะบุญ น้องจี1 ตื่นมาอยู่เป็นเพื่อนชวนพี่เขาคุย พวกเราจึงมาถึงกรุงเทพได้ในเวลาใกล้รุ่ง

มาถึงบ้านตี4ครึ่ง 6 โมงตื่นออกไปทำงานต่อ อินดี้ไหม

ผมมีความสุขมากกับการเดินทางครั้งนี้ กับทุกๆคนที่ไปด้วยกัน พวกเค้าเป็นคนสนุกสนาน ทำให้ผมสามารถทำตัว ยีสต์ๆได้ ไม่ต้องกั๊ก ไม่ต้องเก๊ก

ผมหวังในใจว่า ผมคงได้ออกไปเที่ยวเล่นกับพวกเขาอีกซักครั้งหนึ่ง ในชีวิตที่เหลืออยู่

และที่แน่นอนผมคงจะต้องไปกลับอีกครั้ง ที่ภูกระดึง

แต่วันที่ผมจะกลับไป มันจะมีกระเช้าไหมนะ

แล้วเราคงได้เห็นดีกัน

พี่ทักกี้ชื่อดัง

.......................................................

ป.ล. เรื่องราวมากมายผมก็ลืมๆไปหมดแล้ว จริงๆยังมีเรื่องอินดี้และยีสต์ๆอีกมาก

อยากให้ทุกคนไปเผชิญความยีสต์แบบอินดี้ด้วยตัวท่านเองที่นั่นจักดีกว่า

ป.ล.2 อันที่จริงมีภาพหลอนอีกเยอะมากๆ แต่ขี้เกียจอัพโหลด (อยากดูให้เรียกร้องเข้ามาจะจัดให้)

edit @ 4 Oct 2008 17:05:13 by blackholesun

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอบอก ขอบอก แต่ทำไมกรูไปเที่ยวกรูไม่ชอบเตรียมตัววะ

#1 By Bb on 2006-02-05 14:08

ชิบกวางเจ้าที่ จำได้ว่าตอนไปภูกระดึงตกใจน้องกวางเจ้าที่มากๆ (แอบมาส่องเตนท์เราตอนกลางคืน)

#2 By i-Palm on 2006-02-05 19:31

อยากดูๆๆๆ

อยากไปๆๆๆ

#3 By timmii on 2006-02-05 20:54

เล่าได้เยี่ยมยอดมาก ชอบๆๆ อ่านไปไม่อยากให้จบเลย เอาอีกๆๆ

อยากไปภูกระดึงอีกสักครั้ง คิดถึงๆ

ไปตอนนั้น คืนแรก ฝนตก ได้บรรยากาศมาก ซวยเจงๆ กางเต้นเสร็จแล้วไม่ได้นอน

#4 By babypowder on 2006-02-05 21:37

ภูกระดึงเคยไปเมื่อปีที่แล้วนี่เอง
อ่านแล้วอยากไปอีกรอบจัง อิ ๆ
ไม่เคยไปเลยอ่ะ ไม่ค่อยได้เที่ยวแบบอินดี้แบบนี้
อ่านแล้วอยากชวนแฟนไปอ่ะ (แอบนึกไปด้วยนะเนี่ย ว่าถ้าไปจะเป็นยังไง)

#6 By ~นู๋ติ๊ก~ on 2006-02-06 09:53

ยาวมาก..อ่านจนหัวหน้าเขม่น
แต่ชอบมากครับ


คิดถึงอดีตสิบกว่าปีก่อน

เอารูปมาให้ดูเยอะๆนะครับ

#7 By Soup on 2006-02-07 14:30

จบแล้วนะเฟ้ย ไปกันอีกกะพวกกระผมกะได้นะคับ ...คุณห้อย

#8 By เบสท์ (202.28.181.10 /10.90.4.74) on 2006-02-09 22:09

ภาพสุดท้าย ทำไมเหลี่ยมๆ
แค่อ่านก้อรู้สึกเหมือนได้ไปทริปนี้ด้วยเลย ปีหน้าอย่าพึ่งมีกระเช้าเลย อยากไป

เป็นเอ็นทรี่ที่ใช้เวลาอ่านนานที่สุดเลย แต่สนุกค๊าาา

#10 By bum (58.8.153.147) on 2006-02-11 00:48

รูปรูปีป
เพลงเพราะ เพลงเพราะ เพลงเพราะ
รูปใหความรู้สุกดี มีความสุขมีความสุข
เนื้อเรื่องยาว...ยาวมาก
อ่านเป้นเดือน


รูปอยากดูรูปอีก
มีความสุขวันเวาเลนไทน์นะคะ
ว่าแต่ไอ้เหลียมนี่ไปถึงแล้วทำไมต้องไปทำความเดือดร้อฯวะทุกที่ที่มันเหยียบวะ
อีกอันที่เขาจะสร้างก็เปนแบบคล้ายคล้ายที่ออสเตรเลียค่ะ
..เอาไว้เพื่อความสนุก