อนารยธรรมจากโรคระบาดทางจิต-กำลังปรากฏ
posted on 20 Sep 2005 08:46 by poonpoon in ARTICLEอนารยธรรมจากโรคระบาดทางจิต-กำลังปรากฏ
สามวันหลังจากมหาวาตภัยยักษ์ "เฮอริเคนแคทรินา" ถล่มอเมริกา พายุร้ายได้ทำลายล้างลุยเซียนาและมิสซิสซิปปีอย่างไม่เคยมีมาก่อน
โดยประวัติศาสตร์ของประเทศ ความวุ่นวายที่ชี้บ่งอนารยธรรม "น้อยๆ" เหมือนเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ที่หากผู้ให้ข่าวบีบีซีเวิลด์เป็นความจริง - มีการปล้นทรัพย์สินยิงกันฆ่ากัน หรือแม้กระทั่งการข่มขืนกันที่ดูไม่ต่างไปจากการกระทำในประเทศที่ด้อยพัฒนาที่สุดยากจนที่สุดของโลกที่แอฟริกา - ก็ได้เกิดขึ้นกับประเทศที่ร่ำรวยที่สุดของโลกคือกับสหรัฐอเมริกา ที่ผู้นำและผู้บริหารประเทศฝันไปว่าประเทศของตนเป็นตัวอย่างที่ดีงามของมหาอำนาจที่ทำหน้าที่ตำรวจโลก ฝันไปว่าตนคือผู้ที่ "อวตาร" ลงมาช่วยโลกและมนุษยชาติจากความ "ชั่วร้าย" และสะท้อนความฝันนั้นให้เป็นความเชื่อมั่นให้กับประชาชนคนอเมริกันส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งให้คิดเช่นนั้นตามไปด้วย
นั่น - เป็นสิ่งที่คาร์ล จุง เคยวิเคราะห์ให้ไว้หลังนาซีเยอรมนีบุกขยี้ยุโรปเมื่อ 65 ปีก่อนว่า - เป็นเพราะโลกระบาดทางจิต (psychotic epidemics) ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้นำแล้วก็แพร่สะพัดสู่ผู้ตาม หรือประชาชนในระดับนำจำนวนหนึ่ง แล้วสะท้อนกลับไปสู่ประชาชนโดยรวมในวงกว้างของประเทศในลักษณะของพลวัตของห่วงโซ่ที่ต่อเนื่องกัน (dynamics of the feedback-loop)
โรคจิตหรือโรคระบาดทางจิต (psychotic or psychic epidemics) ในที่นี้ หมายถึงโรคจิตที่แสดงออกซึ่งความบ้าคลั่งของผู้นำ รวมทั้งกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของประเทศมหาอำนาจระดับนำของโลก ที่แพร่ระบาดสู่ประชาชนของประเทศนั้นๆ (โดยกลไกฟีดแบ็กกลับไปกลับมา) - พร้อมๆ กับให้ผลพวงที่เป็นรูปธรรมทางกายภาพ (conscious psysical behavior) - แล้วแพร่สะพัดสู่ผู้นำและทีมผู้บริหารระดับสูงของประเทศ "ผู้ตาม" อื่นๆ ที่ทำให้จิตไร้สำนึกเผ่าพันธุ์/จิตสำนึกของประชาโลกในวงกว้าง (archetypal unconscious and conscious mind) พลอยติดโรคระบาดทางจิตนี่ไปด้วยโดยถ้วนทั่ว - พร้อมๆ กับพฤติกรรมผลพวงที่เป็นรูปธรรมทางกายภาพเช่นเดียวกัน และแล้วผลที่ว่าที่เกิดกับสังคมมนุษย์ส่วนนำนั้นเอง ก็จะกลายเป็นคลื่นความบ้าคลั่งของมวลมนุษย์ ที่เมื่อจำนวนพฤติกรรมความบ้าคลั่งได้ก้าวมาถึง "มวลอันวิกฤติ" (critical mass) ก็จะสะท้อนกลับสู่จักรวาลก่อให้เกิดมหันตภัยที่ยิ่งใหญ่ทยอยกลับมาเล่นงานมนุษยชาติโดยรวมอย่างไม่ปรานีปราศรัย แผ่นดินไหว สึนามิ น้ำท่วมฉับพลันที่นั่นที่นี่ หรือความร้อนความแห้งแล้งและไฟป่า แผ่นดินถล่มพายุร้าย เช่นพายุเฮอริเคนแคทรินาที่ถล่มลุยเซียนากับมิสซิสซิปปีคือตัวอย่างเล็กๆ นำหน้าเพียงให้เรารู้สึก ซึ่งในความเห็นของผู้เขียนที่ได้จากความคิดและการสังเกตของนักสิ่งแวดล้อมหลายๆ คน - เชื่อว่า จากวันนี้ถึงไม่กี่ศตวรรษข้างหน้า (เป็นอย่างช้า) หรือภายในปี 2012 (เป็นอย่างเร็ว) - มหาภัยพิบัติที่ "ยิ่งใหญ่และรุนแรงอย่างแท้จริง" ก็จะทยอยกันออกมาปรากฏดังที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์ในคอลัมน์นี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
นั่นเป็นไปดังที่คาร์ล กุสตาฟ จุง บอกไว้กว่าครึ่งศตวรรษมาแล้วว่า "เป็นที่ชัดแจ้งว่า สาเหตุ "ปฐม" ของมหันตรายที่เกิดขึ้นกับมนุษยชาตินั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของการอดอาหารตายหรือแผ่นดินไหว ไม่ใช่เรื่องของไวรัสจุลินทรีย์ หรือมะเร็งร้าย แต่เป็นตัว (จิตไร้สำนึก) ของมนุษย์เอง นั่นเป็นเรื่องของโรคระบาดทางจิต (psychic epidemics) อันป้องกันไม่ได้ ที่ให้ความหายนะสุดรุนแรงมหาศาลยิ่งกว่าภัยธรรมชาติที่กล่าวมาเหล่านั้น ความรุนแรงของมหันตภัยนั้น ไม่เพียงแต่กระทบกับปัจเจกบุคคลเท่านั้น หากยังส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสังคมประเทศชาติโดยรวม โดยเฉพาะเมื่อโรคระบาดแผ่กระจายสู่มวลชน (masses) ทั้งนี้ก็เพราะว่า เหตุผลไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย เพราะว่าเหตุผลนั้นรับรู้หรือนำมาใช้ได้ก็แต่กับจิตรู้หรือจิตสำนึกเท่านั้น ในขณะที่โรคระบาดทางจิต เป็นกับจิตไร้สำนึกร่วมของมนุษยชาติ..."
โรคระบาดทางจิตของมวลชนจึงมีธรรมชาติอยู่ที่จิตไร้สำนึกร่วมของมวลชนที่ไล่ไปจนถึงความทรงจำร่วมของเผ่าพันธุ์ เป็นผลของจิตวิทยา "รวมฝูง" ของสัตว์ที่เกิดจากความจำของความกลัว จึงแสวงหาความปลอดภัยเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ ที่ในช่วงเวลาในขณะนั้นๆ เหตุผลและความคิดที่ ไม่ว่าจะฉลาดเฉลียวอย่างไรของปัจเจกปัญญา ก็จะถูกควบคุมและกำหนด หรือตีความอย่างผิดๆ โดยจิตวิทยามวลชนไปจนหมดสิ้น - ไม่มีทางที่จะแสดงออกมาได้ - นั่นคือ พลังมวลชนที่ก่อการปฏิวัติและก่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งหมดล้วนมีรากฐานที่โรคระบาดทางจิต หรือความกลัวต่อการอยู่รอดของตัวเองและกลุ่มของตน จึงรวมฝูงกันเช่นสัตว์ป่าดังว่านั้น (herd psychology or herd instinct)
เพื่อความเข้าใจต่อรากเหง้าของโรคระบาดทางจิต (psychic epidemics) อย่างหนึ่ง กับรากเหง้าของภัยธรรมชาติที่มีแต่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นยิ่งกว่านี้หลายร้อยหลายพันเท่าอีกอย่างหนึ่ง นั้นคือสองรากเหง้าของการสิ้นสุดของอารยธรรมวัตถุนิยม "สมัยใหม่" อันเป็นบ่อเกิดของความเลวร้ายทั้งหลายที่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเคยผ่านมาทั้งหมด ซึ่งก็คือ "เศรษฐกิจทุนนิยมทำลายล้างธรรมชาติที่มีการตลาดเสรีและเทคโนโลยีล้างผลาญสิ่งแวดล้อม" เป็นเครื่องมือ การเข้าใจต่อรากเหง้าทั้งสองประการจะนำมาซึ่งการป้องกันและแก้ไข หรือแบ่งเบา "สภาวะอนารยธรรม" ที่จะต้องโผล่ปรากฏออกมาอย่างถี่กระชั้นในที่ต่างๆ ให้ประชาโลกรับรู้ เมื่อภัยพิบัติหรือมหันตภัยธรรมชาติ ที่กำลังทยอยออกมาปรากฏซ้ำๆ ซากๆ ที่นั่นและที่นี่อยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสึนามิและแผ่นดินไหว หรือว่าเป็นเฮอริเคนแคทรินาที่อเมริกาและมหาไต้ฝุ่นที่ญี่ปุ่นและไต้หวัน ภัยพิบัติที่จะทวีความรุนแรงและยิ่งถี่กระชั้นกว่านี้ไปเรื่อยๆ ในวันพรุ่งนี้ปะรืนนี้ ความเป็นอนารยธรรมอันจะก่อสภาวะบ้านป่าเมืองเถื่อน ดังที่ประธานาธิบดีจอร์จ บุช และดิก เชนีย์ กำลังเผชิญหน้า - มากหรือน้อย - เมื่อไม่กี่วันมานี้ สภาพอนารยธรรมที่จะก่อความสูญเสียซ้ำเติมให้กับประชาชนในวงกว้าง มากขึ้นและหนักหน่วงยิ่งขึ้น บทความของวันนี้ จะพูดถึงพลวัตของรากเหง้าที่นำสู่ปัญหาที่จะเกิดขึ้น
รากเหง้าประเด็นแรกที่บทความนี้จะพูดถึง คือเรื่องของที่มาของโรคระบาดทางจิตที่ว่านั้น เป็นสิ่งที่เราจะไปบังคับหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องของจิตรู้หรือจิตสำนึก - หากเป็นเรื่องของจิตไร้สำนึก หรือเป็นความทรงจำของเผ่าพันธุ์ (humanistic archetype) ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ตรงนี้เราต้องมาทำความเข้าใจต่อความรู้ใหม่ทฤษฎีใหม่ที่นักจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ยอมรับกันอย่างแทบเป็นเอกภาพ ดังที่จะสรุปมากล่าวต่อไปนี้ - โดยหลักการได้อ้างอิงมากแล้วจึงไม่อ้างอีก เพื่อเป็นพื้นฐานของความเข้าใจร่วมกันและเหมือนๆ กัน
ธรรมชาตินั้นมีสองระดับ คือระดับหยาบกับระดับที่ละเอียดอย่างยิ่ง ระดับแรกระดับหยาบหรือระดับกายภาพอาจแบ่งออกไปอีกเป็นสองระดับ คือ ธรรมชาติระดับหยาบมากกับธรรมชาติระดับละเอียดที่เป็นระดับกายภาพทั้งคู่ ส่วนระดับหลังหรือระดับละเอียดอย่างยิ่งเป็นระดับจิตไร้สำนึกที่เป็นจิตเหนือสำนึก (unconsciousness that is superconsciousness) เพื่อความเข้าใจ เราอาจสรุปรวมๆ ว่าธรรมชาติมีสามระดับก็ได้ คือ หยาบ ละเอียด และละเอียดอย่างยิ่ง และที่สำคัญเราต้องนึกถึงไว้เสมอว่า ธรรมชาติทั้งสามระดับต่างเกี่ยวพันกันอย่างที่แยกจากกันเด็ดขาดไม่ได้ โดยต่างก็ดำรงอยู่ด้วยและดำรงอยู่ในสภาพของสนามที่มีรูปแบบเหมือนสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
ธรรมชาติระดับหยาบหรือระดับกายวัตถุระดับแรกที่หยาบมากๆ จะรวมทุกสิ่งที่เป็นรูปธรรม (รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสภายนอกทั้งห้า) ตั้งแต่ดิน น้ำ ลม ไฟ จนก่อประกอบเป็นชีวิต พืชพรรณไม้และสัตว์กับมนุษย์ นั่นคือระดับที่เรารับว่าเป็นความจริง ที่จริงๆ แล้วเป็นเพียงความจริงทางโลกแห่งโลกียกาม ทั้งหมดนั้น ดำรงใน "ไฟ" หรือแสงแดดหรือสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (จากดวงอาทิตย์ รวมโลกและจากดาวอื่นๆ) ภายใต้ความถี่คลื่นยาวสั้นตั้งแต่คลื่นวิทยุไปจนถึงคลื่นรังสีแกมมาของโลกที่มีสี่มิติของเรา
ธรรมชาติระดับละเอียดซึ่งก็เป็นธรรมชาติระดับกายเหมือนกัน คือธรรมชาติระดับแควนตัม ที่แม้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะคิดว่า เป็นธรรมชาติระดับกายภาพที่ละเอียด แต่นักฟิสิกส์ระดับนำหน้ามากๆ ของโลกแทบทุกคนกระมัง? เชื่อว่าจิตรู้หรือจิตสำนึกเป็นผลของการบริหารสนามจิตไร้สำนึกหรือสนามแควนตัมในสมอง (Roger Penrose, David Borm, Henry Strapps, Amit Goswami, Lee Smolin etc.etc) โดยกลไกทางแควนตัมนั้นเป็นเรื่องของปัจเจกเป็นเรื่องของคนแต่ละคน และความจำของแต่ละคนนี้ ส่วนหนึ่งถูกนำไปเก็บรวมกันในสนามจิตไร้สำนึก "ร่วม" ของเผ่าพันธุ์ (archetype) ในสนามจิตไร้สำนึกร่วมที่ว่านั้น ดังนั้นจึงควบคุมโดยจิตสำนึก (conscious mind) หรือโดยเหตุผลไม่ได้
ธรรมชาติระดับละเอียดที่ให้จิตรู้แห่งปัจเจกจะมีสมมุติฐานหรือกระทั่งทฤษฎีที่ชี้บ่งว่า จิตรู้หรือจิตสำนึก (conscious mind) เป็นผลผลิตของ "กายหรือสมอง" โดยกลไกทางแควนตัมทั้งหมด หรืออีกนัยหนึ่ง ธรรมชาติระดับละเอียดนี้ ได้รวมเอาจิตระดับล่างหรือระดับตัวตน (Salf or I-ness) เอาไว้ทั้งหมด แต่นอกจากนั้น ก็ยังรวมความจำร่วมหรือจิตไร้สำนึกแห่งเผ่าพันธุ์ (archetype) เอ่าไว้ต้วยทั้งกระบิ (ดู the Triune brain ของ Paul McLean และดู Descartes' Error ของ Antonio Damasio) พร้อมๆ กันไปด้วย
ส่วนธรรมชาติสุดท้าย ธรรมชาติที่ละเอียดอย่างยิ่ง คือจิตไร้สำนึกที่ผ่านพ้นความเป็นตัวตน (Self-transcendence or traspersonal) จิตไร้สำนึกที่เป็นจิตเหนือสำนึกที่กล่าวข้างต้น นั่นคือจิตที่วิวัฒนาการสู่ธรรมจิตหรือจิตวิญญาณ (spirituality) ที่จะไล่สูงขึ้นไปถึงจิตแห่งเทพและถึงจิตพุทธะถึงนิพพาน หรือพระเจ้าซึ่งอยู่เหนือบทความบทนี้
โรคระบาดทางจิต (psychotic epidemics) จึงเป็นเรื่องของจิตไร้สำนึกร่วมและความจำของเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะความจำของเผ่าพันธุ์ว่าด้วยความปลอดภัย ความกล้ว และความจำว่าด้วยการอยู่รอด นั่นคือจิตไร้สำนึกของเผ่าพันธุ์ที่ไม่ได้รับการบริหารเป็นจิตรู้หรือจิตสำนึก (conscious mind) ของแต่ละคนเป็นปัจเจก เป็นเพียงความจำครั้งแรกของเราแต่ละคนในเผ่าพันธุ์ที่เกิดจากความกลัว หรือเกิดจากความไม่ปลอดภัยต่อการดำรงอยู่รอด (existence) จึงยังคงอยู่ในสนามจิตไร้สำนึกกระดับละเอียด หรืออยู่ในสนามจิตไร้สำนึก (ความจำร่วมของเผ่าพันธุ์) ดังที่ได้อธิบายข้างบนนั้น
โรคระบาดทางจิตที่เกิดกับผู้นำประเทศมหาอำนาจ ก็มีรากเหง้าจากความจำต่อความกลัวหรือความปลอดภัย ความจำที่ถูกนำมาเก็บรวมกันในสนามจิตไร้สำนึกสากลจะหมุนเวียนไปมาด้วยห่วงโซ่ที่ต่อเนื่อง (feedback-loop) สู่ประชาชนในวงกว้าง กลับไปกลับมาเพิ่มทวีความกลัวความหวาดวิตกโดยเฉพาะเมื่อโลกมีภัยพิบัติธรรมชาติเกิดมาอย่างรุนแรงและถี่กระชั้น ที่เมื่อภัยและความกลัวมาถึงจุดหนึ่ง เมื่อถึงมวลอันวิกฤติดังที่กล่าวไปแล้ว ความทรงจำของเผ่าพันธุ์ที่ควบคุมโดยเหตุผลไม่ได้ ควบคุมโดยตรรกียะก็ไม่ได้ ควบคุมด้วยจิตรู้จิตปัญญาที่ฉลาดเฉลียวอย่างไรก็ไม่ได้ สุดท้ายก็จะก่อปัญหา ก่ออนารยธรรมที่อาจจะทำให้มนุษยชาติต้องสิ้นสุดเผ่าพันธุ์ลงไปก็เป็นได้
ดาร์ล จุง ถึงได้เขียนว่า "ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งหมด โดยรวมหรือปัจเจกล้วนเป็นประวัติศาสตร์ของจิตทั้งสิ้น" และตรงนี้น่าจะขยายต่อว่า หากที่มาของประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของจิต (ไร้สำนึก) ของผู้นำประเทศที่ป่วยโดยโรคระบาดทางจิตดังกล่าว มันเป็นกรรมของประเทศนั้นที่จะต้องเผชิญกับสภาพอนารยธรรมไม่ในวันหนึ่งก็วันใด.
................................
ขอบคุณ TIM ที่ส่งบทความชิ้นนี้มาให้
เง่ออ .... เอ่อ ..

#1 By Pretty_Unperfect on 2005-09-20 12:39