ผมมีความเชื่อมั่นอยู่อย่างหนึ่งว่า
คนเราทุกคนย่อมมีช่วงเวลาแห่งความสับสนวุ่นวายใจอยู่ในชีวิต
ช่วงเวลาที่ดูเหมือนไม่มีทางออก ตัดสินใจไม่ได้ หวาดกลัวกลับความืดมัวที่มองเห็นไม่เด่นชัด
ช่วงนี้ผมกำลังอยู่ในมรสุมแห่งอารมณ์และความคิดนั้นๆ
นี่คือความสับสนว้าวุ่นของผมในช่วงหนึ่งช่วงนี้
ขอเชิญอ่านกันเพื่อความบันเทิง
.................................................
เช้าวันหนึ่ง ขณะผมนั่งอยู่บนรถเมล์
ผมรู้สึกขึ้นมาได้ว่า
"กูไปเรียนอย่างอื่นดีกว่าไหม?"
อะไรดลใจไม่ทราบ เนื่องจากวางแผนชักใยบุคคลมากจนเกินไปหรือไรก็ไม่ทราบได้
แต่ในเมื่อมันผุดขึ้นมาแล้ว ผมก็ดูเหมือนว่าจะด่วนเชื่อความคิดนั้นๆไปเหมือนกัน
จากการสนทนาภาษาเพื่อนฝูงที่เหมือนไม่ได้เจอกันนานและจะไม่ได้เจอกันอีกนาน
ยิ่งตอกย้ำความคิดทำนองนี้ขึ้นมาอีก
ผมกำลังสงสัยกับตัวผมเองว่า คนเราเครียด หรือ ซีเรียสอะไรกันไปทำไมนักหนา
กับบางเรื่องราวที่มันดู....ไม่น่าจะเครียดอะไรขนาดนั้น
ชีวิตของคนคนนึงมันต้องซีเรียสขนาดนั้นเชียวหรือ
เพื่ออะไรกันนะ?
เงินสินะ
แล้วถ้าเครียดแล้วไม่ได้เงินหละ?
มันก็มี
ไม่รู้จะเรียนวิทยาสาดไปทำไมอีก
ในเมื่อยิ่งเรียนแล้วมันก็ยิ่งซีเรียส
ยิ่งหนัก ยิ่งกดดัน ยิ่งท่องจำ
ยิ่งต้องค้นคว้า ยิ่งต้องตามชาวบ้านให้ทัน
สุดท้ายก็แค่เทคนิคเชี่ยน สุดท้ายก็แค่การทำแลปแข่งกัน ทำแลปไปเรื่อยๆ เหมือนแทบจะไม่ได้คิดอะไรใหม่ๆ เหมือนไม่ได้คิดอะไรที่มันสร้างสรรค์
ในความรู้สึกผมในวินาทีมัน......ทำให้ผมรู้สึกว่า มันตีบตัน
ผมรู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
ที่จะต้องมามีชีวิตที่แสนเครียดตลอดไปจนตาย ไม่ได้พักผ่อน
มันดูมีค่าทางสังคม
แต่มันไม่มีค่าทางจิตใจเลยซักนิด
"มันจะมีความสุขเหรอ?" ผมถามตัวเองในใจ
สิ่งที่อยากเป็น สิ่งที่เราควรจะเป็น และ สิ่งที่เราเป็น มันแตกต่างกันมาก
ผมอยากเป็นอะไรหละ?
ก่อนหน้านี้ก็คงจะเป็นผู้เชี่ยวชาญไวรัส
ผมอยากเรียนรายละเอียดของไวรัสให้มันมากกว่านี้
เพราะผมคิดว่า เราสามารถนำมันไปดัดแปลงแก้ไขใช้ควบคุมเซลได้
ดัดแปลงวิธีการรักษาโรคโดยการแก้ไขดีเอ็นเอในเซลได้
เรื่องราวน่าสนใจ....... ทำให้คนมีความฝันได้
แต่
เมื่อมาคิดถึงเรื่องตีบๆตัน เครียดๆนั่น มันก็ถูก "กูเรียนไปเพื่อเครียดแล้วตายอย่างนั้นรึ?"
มนุษย์ทุกคนเกิดมาต้องเครียดมากขึ้นไปเรื่อยๆแล้วตายงั้นรึ
ไม่น่า
ต้องมีคนที่ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขทุกวันสิน่า
"คุณคิดว่าเงินทำให้คนเรามีความสุขได้ไหม?"
ผมว่ามันก็ระดับนึงอ่ะนะ แต่ว่า มันคงไม่ทั้งหมดหรอก
เราแค่ใช้เงินเป็นตัวกลางในการนำมาซึ่งบางสิ่งบางอย่างเท่านั้น
แต่ก็ไม่จำเป็นต้องร่ำรวย แค่พอมีพอกิน พออยู่ได้ จับจ่ายใช้สอยไม่ฟุ่มเฟือยมีแต่สิ่งที่จำเป็นไม่ขาดไม่เกินมันก็คงจะเป็นชีวิตที่น่าอยู่ทีเดียว
แล้วงานแบบไหนหละ ที่เรียกว่าเงินเดือนมันจะพอดี
เงินเดือนขั้นต่ำในยุคสมัยนี้คุณคิดว่าเท่าไหร่?
แล้วจริงๆแล้วมันพอเพียงไหม?
ผมว่าไม่
ค่าใช้จ่ายต่างๆในยุคนี้มีมากมาย
ทำอะไรกินดีให้มีเงินพอใช้ และสามารถทำได้เรื่อยๆ
แล้วมันเข้ากับเราได้
งานที่เราได้ใช้หัวสมอง ได้ใช้ศักยภาพในความเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพได้เต็มที่
แล้วสามารถมีความเป็นมนุษย์อยู่เต็มเปี่ยม โดยไม่กลายเป็นเครื่องจักรอะไรซักอย่าง หรือซากศพอะไรซักอย่าง
วันนี้ผมมองไม่เห็น แต่ผมเชื่อมั่นว่ามันต้องมี
ผมกำลังมองหามันอยู่ หนทางที่ผมจะไปเลือกเรียนเพื่อใช้หัวสมองได้เต็มที่กว่าที่เป็น
เพื่อเงินเดือนที่สมกับแรงงานที่เสียไป
เพื่อชีวิตที่มีคุณภาพ...... (นิทานสัด)
เรียนอะไรดีหละ ถ้าไม่ใช่อณู
พี่สาวก็ผลักดันให้เรียนอณูเฮ้อะ........ผมยังคงต้องคิดต่อไป
เหลือเวลาตัดสินใจไม่มากนัก หากช้าไปจะอ่านหนังสือไม่ทัน
ไปเรียนอะไรดี..........
คิดมากต่อไปทำให้คนเราเป็นบ้าและประสาทเสีย
แต่ก็อดคิดไม่ได้ เอาเป็นว่าลงบลอกแล้วก็ลืมๆมันไปบ้างก็ดี
ลืมเฉพาะความเครียดที่มี
ความเครียดที่ว่า ประเทศชาติเราจะสงบสุขอย่างมายาต่อไปได้ซักกี่ปี
แล้วหลังจากนั้น จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเรา
แล้วเรา จะโดนอะไรบ้าง
อนาคตช่างมืดมนและน่าหวาดหวั่น
เราคงต้องเตีรยมตัวเผชิญกับอนาคตที่เหนือการคาดเดาของคนทั่วๆไปซะแล้ว
"ทำอย่างไรกันดี หากว่า พรุ่งนี้ ประเทศชาติจะล่มสลาย"
นี่คือคำถามทิ้งท้ายในวันที่สับสนของผม
.................................................................
ยังมีเรื่องที่หลอนอยู่อีกอย่างเรื่องของพี่สาว
ผมสงสัยว่า อยู่อย่างนี้ต่อไป
ความซวยจะมาเยือนหรือไม่ ความตายจะมาเยือนหรือไม่
ผมไม่อาจจะรู้ได้ว่า อะไรจริงอะไรไม่จริง ในเมื่อความจริงกับควมเท็จไม่สามารถแยกออกจากกันได้
ผม.......ไม่รู้อะไรเลย คำถามมากมาย ปริศนามากมาย
ลึกลับ
"free to go" ก็ถูกอยู่
ทำอย่างไรถึงจะตรวจจับความอันตรายที่จะมาถึงตัวได้ โดยไม่เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงนะ
............................................
ป.ล. ช่วงนี้หลอนมากๆ
ป.ล.2 ผมชอบเพลงนี้มาก
edit @ 4 Oct 2008 17:24:06 by blackholesun

เวลาต้องทำอะไรที่ไม่ชอบ สับสนในหัวใจในความคิด พี่จะบอกตัวเองว่า "รักในสิ่งที่ทำ เพื่อที่จะทำในสิ่งที่รัก"
ใครจะไปรู้... น้องเรียนจบแล้ว อาจจะไปยึดอาชีพเป็นดาราหรือนายแบบก็เป็นได้ 555 เอิ๊ก ^O^
หัวเราะได้แล้วใช่มั้ย
ใช้ชีวิตให้มีความสุขเถอะค่ะ จำได้มั้ยที่พี่บอกว่าพี่ได้ปริญญาสองใบ
ใบแรก พี่เรียนไปอย่างนั้น เรียนไปหางานให้มีเงิน พอมีเงินพี่ก็ไปเรียนใบที่สอง ใบนี้แหละคือ "ความสุข" ที่เกิดจาก รักในที่สิ่งที่ทำ เพื่อที่จะทำในสิ่งที่รัก
#1 By Holmes รบกวนมารักกันค่ะ... on 2005-07-05 09:05