เรื่องนี้ภูมิใจเสนอครับ

เมลล์ของเพื่อนผมเอง

อาจยาวไปนิด แต่ผมว่าน่าอ่านนะครับ

เอ้า ไปดูกันเลย

...................................

ถึง มิตรรักแฟนเมลล์ ทุกท่าน
ในนามของผู้อ่อนหัดทางโลกทัศน์และชีวทัศน์ แต่ไม่อับจนในวิถีทรรศน์แห่งตนเองจึงขอรบกวนทุกท่านด้วยงานรีวิว ชีวิต/หนังสือ/บทความ ที่ข้าพเจ้าได้ประสบพบเจอในห้วงเวลาที่ผ่านมา งานเหล่านี้เริ่มเขียนด้วยความรู้สึกหลังจากคิดทบทวนถึงแรงปรารถนาขับดันจากงานเขียนว่าเป็นเพียงอารมณ์วูบไหวชั่ววูบหรือว่าเป็นความประทับใจมิรู้วาย เมื่อตระ หนักถึงใจตนเสร็จสรรพ จึงเขียนมาถึงสหายดังนี้แล
จะเป็นการยินดีที่งานนี้อาจเป็นการเปิดเวทีความคิดผ่านการรีวิวระหว่างเรา สหายไซน์สามสี่หนึ่งศูนย์สี่
จากทิม สหายของเธอ

อะไร คือ โพธิสัตว์
วันก่อนตัวผมได้มีโอกาสพบกับรุ่นพี่คนหนึ่ง เขาเป็นรุ่นพี่มหาลัยที่ผมให้ความเคารพมากคนหนึ่ง มิใช่ด้วยศรัทธาดาดๆตามความเชื่อที่ว่าน้องต้องเคารพพี่ แต่ด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนถกเถียงความคิดและการได้เห็นแม้เพียงบางส่วนของชีวิตรุ่นพี่ที่งดงาม


วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกท่ามกลางฤดูร้อนอันแสนระอุ เป็นวันที่แปลก ผู้คนทั้งหลายจึงมิได้ตระเตรียมอุปกรณ์ป้องกันเปียกต่างๆสำหรับผมก็เช่นเดียวกัน วันนั้นผมจึงต้องลุยฝนไปพบกับพี่เค้าเพราะได้นัดไว้แล้วและก็ไปสายเล็กน้อย เมื่อเจอกันพี่เขาก็จะเลี้ยงข้าวผมเลยแต่ด้วยที่นัดพบไม่มีร้านอาหารใดๆเราจึงจำเป็นต้องลุยฝนไปหาร้านอาหารนั่ง พี่เขาก็ใจดีให้ร่มผมใช้ เขามีสองอันเขาก็ให้อันใหม่และใหญ่กว่ากับผม แล้วเราก็เดินคุยกันเรื่องต่างๆกันใต้สายฝนและร่มของเขา ซึ่งมันก็ดูออกจะเทอะทะเกะกะเมื่อเทียบกับทางเดินเล็กๆที่เราเดินผ่าน แต่ผมก็คุยกับพี่เขาได้อย่างออกรสทีเดียว แต่เมื่อผมคุยเพลินจนคลาดสายตาไป พี่เขาก็หายไป ผมงงมาก ทุกคนคงจะช็อกเช่นกันที่การเราเดินคุยกับใครสักคนหนึ่งแล้วคนนั้นหายไป มันเหมือนกับเราถูกทิ้งไว้ตามลำพังบนวิมานที่เราสร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว


แต่เมื่อผมหันหลังกลับไปผมพบว่าพี่เขาผู้มีร่มกำลังช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่บังเอิญเดินร่วมเข้ามาในทางเดียวกัน ที่ไม่มีร่มที่ต้องตากฝนเปียกปอน ด้วยร่มคันเล็กๆของเขา ผมรู้สึกช็อกอีกครั้งเหมือนโดนตบหน้าอย่างแรง มันชวนให้ผมคิดถึงคำ วลี ประโยค ที่เคยล่องลอยผ่านรูหูผมในคลาสอย่างเช่น มนุษย์ทุกคนคือโพธิสัตว์ ทุกคนสามารถช่วยเหลือกันได้ตลอดเวลา มันชัดขึ้นมาก ยิ่งกับวลีอื่นที่เพิ่งฟังผ่านมาไม่นาน มีโพธิสัตว์อยู่ทุกที่ แม้กระทั่งตามข้างถนน ดำรงชีวิตเยี่ยงคนจรจัด แต่มีใจช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่หวังผลตอบแทน


ถ้าจะให้ใช้ศัพท์ทาง Chaos theory ที่พูดกันในคลาสอาจประมาณว่าผมโดนผลักไปอยู่ในขอบของ Chaos หนึ่งแล้วก็โดนอีก Chaos หนึ่งผลักผมจนหลุดออกจากระบบเดิมแล้วจัดระบบขึ้นมาใหม่ เมื่อหันหลังกลับไปดูความจริงที่ได้เกิดขึ้น ทำให้คำพูดต่างๆที่เคยได้ฟังแต่ฝากไว้ในมิติอื่นกลับมาเด่นชัดกัน ณ เวลานั้น พร้อมกัน ทำให้ผมเข้าใจความหมายของคำว่า โพธิสัตว์ มากขึ้น อาจเป็น minievolution เล็กๆของจิตใจผมอีกครั้งหนึ่ง ทั้งหมดนี่มันเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงสามวินาทีด้วยซ้ำ มันทำให้ผมคิดใคร่ครวญอย่างจริงจัง ว่าทำไมเราไม่สามารถเสียสละเพื่อผู้อื่นแบบนั้นได้ แบบที่ผมใฝ่ฝันว่าจะทำมานานแล้ว คำตอบของผมที่คิดได้คือ แม้ว่าผมจะรู้จะระลึกอยู่เสมอว่าจะทำดีจะช่วยเหลือคนทุกครั้งที่มีโอกาสแต่ด้วยวิถีชีวิตแบบเดิมที่ผมเป็นอยู่นี้คงจะไม่สามารถทำได้ ได้แต่คิดอยู่ร่ำไป เหมือนที่ศรีอรพินโธเคยกล่าวไว้ว่า อนาคตของมนุษยชาติจะไม่เปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของเผ่าพันธุ์ คิดไปคิดมาคงต้องมีคำตอบเดียวเท่านั้น ผมต้อง change my lifestyle ซะ Es muss sein. It must be. และเมื่อคิดต่อไปก็พบว่าทางที่จะต้องเปลี่ยนไปคือหนทางแห่งการปฏิบัติเท่านั้น ที่พอจะทำให้ผมมีความรู้สึกที่สด ที่ไวพอที่จะทำตามอย่างที่ผมคิดไว้ และนี่คือการยกธงขาวยอมรับโดยดุษณีว่า มันยังมีโลกที่เพียงแค่ความคิดคำนึงนั้นไปไม่ถึง มีอยู่จริง
(เขียนเสร็จแล้วความรู้สึกบางอย่างมันล้นปรี่ ภาพของลูกสาวสวมกอดคุณพ่อ(บุญธรรม)ของเธออย่างน่ารักน่าชังก็ผุดขึ้นมาในมโนสำนึก...เอ๊ะ ใครหว่าหน้าคุ้นๆ)

รีวิวสั้นๆแบบไม่เป็นทางการ


กับหนังสือ พุทธเศรษฐศาสตร์
บทที่ ๑๔ เศรษฐศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและพุทธเศรษฐศาสตร์ (ชีทที่ อ.แจก)
อ่านจบคิดถึงชื่อวิชานี้ทันที การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะมันเหมือนกับว่านี่แหละเป็นเป้าหมายและเนื้อหาวิชาที่เราได้เรียนผ่านพ้นไปแบบเป็นทางการลายลักษณ์อักษร โดยมันเริ่มตั้งแต่นิยามของคำว่าทรัพยากร สาเหตุของการที่เราต้องรักษาทรัพยากรที่พิสูจน์ได้ด้วยกฏเทอร์โมไดนามิกส์ไม่ใช่เพียงแค่เหตุการณ์ร้ายๆที่พบเห็นอยู่ทุกวัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เราต้องมาสนใจสิ่งแวดล้อมกันหลังจากที่ปล่อยปละละเลยกันไปด้วยเหตุผลทางด้านความเจริญทางเศรษฐกิจแต่เราก็ต้องแลกมากับอนาคตของเรา อ่านงานนี้แล้วจะได้เห็นการเชื่อมโยงของวิชาต่างๆและปัญหาของโลกซึ่งวิชานี้ก็เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนั้นและมีจุดมุ่งหมายหลักคือการพัฒนาที่ยั่งยืน ถ้าเพื่อนๆได้อ่านจะพบว่าแม้ว่าจะมีคำตอบหยาบๆคือ การพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ก็มีการถกเถียงกันอีกมากมาย ตั้งแต่พวกอัตถประโยชน์นิยม(utilitarian phylosophy) เช่น อาดัม สมิธ พวกธรรมชาตินิยม(naturalism) เช่น คานท์ ซึ่งก็เป็นรากฐานหลักของ deep ecology แต่ทั้งสองแนวคิดก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่ ผู้เขียนก็พยายามที่บอกถึงข้อดีของเศรษฐศาสตร์ของชาวพุทธที่นอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อความยั่งยืนแล้วยังสามารถลบข้อด้อยของทั้งสองแนวคิดได้ซึ่งน่ 634;สนใจทีเดียว แต่ผมขี้เกียจเขียนต่อครับเลยมารีวิวพอเรียกน้ำย่อยจะได้มาถกเถียงกันต่อไปเพราะเนื้อหาส่วนใหญ่จะอัดกันที่ความคิดที่ซับซ้อนมากๆครับ

กับหนังสือวิทยาศาสตร์ในสังคมเสรี
พอล ฟายเออราเบนด์ เขียน
วีระ สมบูรณ์ แปล สำนักพิมพ์ คบไฟ
สำหรับคนที่เรียนในสายวิทย์อย่างพวกเราคงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าทำไมเราต้องเรียนไอ้นี่ด้วยวะ ทำไมเขาศึกษากันแต่แค่บางเรื่องที่มันดูงี่เง่า(อันนี้อาจเป็นผมคนเดียว) หนังสือเล่มนี้คิดว่าน่าจะสามารถตอบคำถามในใจของคุณได้แม้ว่าจะเป็นการวิเคราะห์สังคมวิทยาศาสตร์ของตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในโลกของวิทยาศาสตร์แล้วทั่วทั้วโลกนั้นเหมือนกัน คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือมันเป็นเรื่องของการเมืองที่บิดเบี้ยวตัววิทยาศาสตร์จากเครื่องมือที่ใช้ค้นคว้าหาความรู้ความจริงของธรรมชาติมาเป็นอะไรบางอย่างที่ผมเรียกเองว่า เทคนิคเล็กๆน้อยๆที่แทบจะไม่มีคุณค่าใดๆ มากกว่าที่จะมุ่งแก้ปัญหาโดยตรงต่อมนุษย์ (ตรงนี้ผมเขียนไปคงโดนด่าว่าแม้จุดเล็กๆแต่ถ้าไม่ทำก็ไม่มีทางจะทำอะไรสำเร็จได้ อันนี้ผมยอมรับครับ แต่ก็ยังพร้อมถกเถียง) และสิ่งที่ควบคุมอำนาจการเมืองนั้นคืออะไร ก็คือกลุ่มอำนาจใหม่ผู้อวดอ้างถึงอิสรภาพของความรู้เพื่อโค่นกลุ่มอำนาจเก่าที่เคยควบคุมมาก่อน และแต่ละครั้งมันก็ถูกใช้เพื่อการทำลายมากกว่าการสร้างสรรค์มันก็วนเวียนเป็นเช่นนี้ มาถึงตอนนี้ผมรู้สึกอึดอัดในใจอย่างทนไม่ได้ไม่ใช่กับสิ่งที่มันซ้ำซากอย่างนี้ไม่มีวันจบแต่กับนิยามที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ หวังว่าวิทยาศาสตร์ในยุคต่อไปรวมทั้งโลกนี้คงจะไม่เหมือนที่ผ่านซะทีเดียวเป็นโลกของสัตว์ประเสริฐจริงๆสักที

กับ The unbearable lightness of being ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต บทที่ ๑ ความเบาหวิวและน้ำหนัก
มิลาน คุนเดอรา เขียน ภัคดี วีระภาสพงษ์ แปล สำนักพิมพ์ คบไฟ
So cool! Its about เรื่องของโทมัสหมอเพลย์บอยชาวเชคที่ใช้ชีวิตอย่างเบาหวิวกับสาวๆของเขาที่ไม่ซ้ำหน้า และไม่มีสักคนที่เขาจะคบด้วยจริงจังด้วยกฎเลขสามของเขา(หน้า ๑๒) แต่มาวันหนึ่งเขาต้องตกหลุมรักกับเทเรซา สาวบริกรบ้านนอกที่เป็นความหนักหน่วงของชีวิตที่เขาเต็มใจยอมรับ ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ประเทศของเขาโดนโซเวียตบุกยึดเมื่อปี 1968 บทที่ ๑ นี้จะดำเนินเรื่องด้วยความคลุมเครือของชีวิตระหว่างความเบาหวิวและความหนักอึ้ง การถกเถียงกันว่าอะไรล่ะคือสิ่งที่ดีต่อชีวิต อะไรบวก อะไรลบ เป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถามมาตั้งแต่นิชเช่แล้ว รวมถึงคำถามต่อนิยามของคำว่า รัก และ สงสาร ผมคิดว่าสนุกมากไม่ถึงขนาดวางไม่ลง วางลงได้เป็นพักๆแต่ไม่วายต้องรีบหาเวลามาอ่านให้จบโดยเร็ว และนี่คือตัวอย่างของประโยคที่กระตุ้นต่อมปัญญา
เราไม่มีทางที่จะทดสอบได้ว่าการตัดสินใจอันไหนดีกว่ากัน เพราะไม่มีบรรทัดฐานอะราให้เป็นข้อเปีนยเทียขบ เรามีชีวิตผ่านทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่มันจะผ่านเข้าปราศจากคำเตือนล่วงหน้า เหมือนนักแสดงที่เกิดเป็นหวัดกลางคัน แล้วชีวิตจะมีค่าอะไรเล่า หากการซ้อมละครชีวิตครั้งแรกคือชีวิตจริงนั่นเอง? นั่นคือเหตุผลที่ชีวิตเปรียยเสมือนภาพวาดโครงร่างคร่าวๆเสมอ ไม่ใช่หรอก ภาพวาดโครงร่าง ยังเป็นคำที่ไม่ตรงเสียทีเดียว เพราะภาพวาดโครงร่างคือเค้าโครงของอะไรบางอย่างเป็นต้นแบบ สำหรับภาพจริง ส่วนภาพวาดโครงร่างที่เป็นชีวิตของเรา เป็นภาพวาดโครงร่างที่ไม่เป็นรูปร่างเลย เป็นเค้าโครงที่ไม่มีรูปจริง
สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็เหมือนกับไม่เคยเกิดขึ้นเลย หากเรามีเพียงชีวิตเดียวให้มีชีวิตอยู่ ก็เหมือนกับเราไม่เคยมีชีวิตอยู่เลย
จริงหรือที่ว่า ความหนักอึ้งเป็นที่น่ารังเกียจ ส่วนความเบาหวิวซิเพริศแพร้ว? ความหนักอึ้งของภาระบดขยี้เรา ทำให้เราจมดิ่งลง กดเราตรึงติดกับพื้นธรณี ทว่าในกวีนิพนธ์แห่งความรักทุกยุกทุกสมัย สตรีเพศล้วนโหยหาที่จะถูกทับถ่วงด้วยเรือนร่างบุรุษ ภาระหนักอึ้งที่สุดกลายเป็นจินตภาพแห่งความเต็มเปี่ยมอันเร่าร้อนสุดแสนของชีวิต ยิ่งภาระหนักหน่วงเพียงไร ชีวิตของเรายิ่งแนบชิดกับผืนปฐพียิ่งเป็นจริงเป็นจังและถูกต้องจริงแท้ ในทางกลับกัน ความว่างเปล่าไร้ภาระโดยสิ้นเชิงทำให้คนเบาหวิวกว่าอากาศ ลอยล่องขึ้นไปในความสูงลิบลิ่ว ละจากพื้นโลกและโลกียวิสัย กลายเป็นแค่ความจริงเพียงครึ่งๆกลางๆทุกอิริยาบถเป็นอิสรเสรีพอๆกับที่ไร้ความสำคัญ ความเบาหวิว/น้ำหนักเป็นเรื่องเล้นลับที่สุด คลุมเครือที่สุดในบรรดาเรื่องทั้งมวล

คำถามครับปมอิดิปุสคืออะไร ใครรู้บอกทีครับ

กับ แดนลงทัณฑ์ (In der Strafkolonie) และ เรื่องสั้นอื่นๆ
ฟรานซ์ คาฟคา เขียน ถนอมนวล โอเจริญ แปล โดย แพรวสำนักพิมพ์
เป็นสไตล์ของคาฟคาที่เขียนให้ทุกอย่างคลุมเครือ แต่อ่านแล้วไม่งงนะ มันทำให้เราเกิดความรู้สึกที่แปลกแยกที่รู้สึกอยากจะตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่เสมอ หลังอ่านงานของเขา คราวนี้เป็นเรื่องของนักเดินทางเพื่อการค้นคว้าที่ได้รับเชิญมาดูการประหารครั้งสุดท้ายในแดนลงทัณฑ์แห่งนี้ มันจะมีบทสนทนาที่แสนพิลึกพิลั่นเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ การลงทัณฑ์ และความยุติธรรมเหมือนกับว่าเขาตั้งใจจะล้อเลียนใครอยู่ ดินแดนวรรณกรรมของคาฟคาเป็นดินแดนที่เหตุและผลที่เราเข้าใจไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องรีเซ็ทความคิดความเชื่อของเราใหม่ทุกครั้งที่อ่านงานของเขา

นอกจากเรื่องสั้นนี้แล้วยังมีเรื่องอื่นๆประกอบอีกในเล่ม และนี่เป็นตัวอย่างสั้นๆให้อ่านกันครับ


ต้นไม้ (Die Bไume)
พวกเราเปรียบเสมือนขอนไม้บนหิมะ ดูเหมือนขอนไม้เหล่านี้วางเรียงกันธรรมดา ถ้าใช้แรงผลักนิดเดียวคงเขยื้อนมันได้ แต่มิใช่เช่นนั้นดอก ไม่มีใครขยับเขยื้อนมันได้ เพราะขอนไม้เหล่านั้นติดแน่นอยู่กับพื้นดิน แต่ดูสิ นี่เป็นเพียงดูเหมือนว่าเท่านั้น


การเดินทาง (Der Aufbruch)
ผมสั่งให้เอาม้าออกจากคอก แต่คนรับใช้ไม่เข้าใจผมเลยเดินไปที่คอกม้า ผูกบังเหียนแล้วขึ้นขี่ ขณะนั้นผมได้ยินเสียงคนเป่าแตรมาแต่ไกล ผมถามคนรับใช้ว่าเสียงแตรนั้นหมายถึงอะไร แต่เขาไม่รู้และไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เขายืนหยุดถามผมตรงหน้าประตูบ้านว่า เจ้านายจะไปไหน ข้าไม่รู้ รู้เพียงว่าต้องไปจากที่นี่ให้ไกลที่สุดเท่านั้น ข้าถึงจะถึงจุดหมาย ผมตอบ ท่านรู้จุดหมายของท่านแล้วหรือ เขาถามต่อ ใช่ ข้าก็บอกแล้วไงว่าจุดหมายของข้าคือไปจากที่นี่ แต่ท่านไม่มีเสบียงอาหารติดตัวไปแม้แต่น้อย เขาพูด ผมจึงตอบว่า ไม่จำเป็น การเดินทางครั้งนี้ยาวนาน ข้าอาจอดตายถ้าข้าหาอะไรกินตามทางไม่ได้ เสบียงอาหารใดๆก็ช่วยไม่ได้เช่นกัน โชคดีนะที่การเดินทางครั้งนี้ทั้งยิ่งใหญ่และยาวนาน

ป.ล. ขอบคุณบลอกนี้ที่ให้เย่อบทความของเพื่อนผมครับ

http://www.nature-of-love.blogspot.com/

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

โอ้ เลื่อมใส เลื่อมใส

#1 By timmii on 2005-05-30 07:33

ยาวมากกว่าทุกอันนะ รู้สึกจะออกแนววิชาการมากไปหน่อย ติ๊กไม่ค่อยรู้จักบุคคลที่พูดถึงสักเท่าไหร่หรอกรู้จักแต่ โสกราติศ เพลโต อริสโตเติ้ล แมคเกรเกอร์ แมกซ์ เวเบอร์ เทย์เลอร์ อะไรประมาณนี้

#2 By ~นู๋ติ๊ก~ on 2005-05-30 09:28

ยาวมากมาย
เขียนได้ไงเก่งจัง

คนที่พูดถึงกัน....ไม่รุ้จักอ่า

#3 By i-Palm on 2005-05-30 11:23



:=D

D มากเลยค่ะ

ปล.

หายไปตั้งหลายวันแน่ะ!!



#4 By p r i n z e s s i n on 2005-05-30 12:59

งงแหละยาวมากเลย

งงแหละยาวมากเลย

ขออภัยที่ถือหน้าคอมเม้นต์ เป็นการสนทนาส่วนตัว
ขอบคุณนะที่ชอบเรื่องของเราจนเอามาลง แต่มันเยอะไปเนอะ บ่นกันตรึม
ขอทำหน้าที่ที่นายมอบหมายให้ก่อนละกัน ไปดู mysterious skin แล้วมาเล่าให้นาย ใครไม่รู้จักก็บอกก่อนเลยว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเกย์ กำบโดยผู้กำกับเกย์ Gregg Araki มีฉากสุดแรงในเรื่องมากมาย ต้องขอบอกว่าถ้าไม่ได้เป็นเกย์หรือเคยมีประสบการณ์ที่คล้ายกันมาก่อน ต้องไม่มีทางทำหนังที่ได้อารมณ์ขนาดนี้ออกมาได้แน่ ตอนแรกที่เพื่อนบอกว่ากลัวไม่กล้าดู เราก็กลัวบ้างเพราะที่อยากดูเพื่อต้องการเราก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังเลย พอเข้าไปดูจนจบต้องบอกว่าปกติเราเป็นคนที่ชอบขยับตัวเวลาดูหนังเพราะความใหญ่ของร่างกายกับขนาดของเก้าอี้ที่ไม่ได้ขนาดกัน แต่เรื่องนี้ทำเราขยับตัวแค่สามครั้งเท่านั้น มันดึงดูดเราให้คอยตามลุ้นกับเรื่องราวที่ตัวแสดงค่อยเล่นไปตลอดเลย กับฉากสุดแรงที่คอยบอกกันมา เราไม่เห็นว่าอันไหนมันแรงกว่าอันไหนเลย มันฉีกศีลธรรมขาดวิ่นได้ทุกฉากเลยหละ สะใจมากๆ ถ้าเล่ามากจะเสียอรรถรส แต่บอกได้ว่าถ้าคุณไม่ได้ทำใจก่อนเข้าไปแบบผมออกมาจะหลอนๆ แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ดีนะ เหมือนได้รีเซ็ตความรู้สึกตัวเองใหม่อีกครั้งซึ่งไม่ใช่ว่าจะเกิดได้ง่ายๆโดยเฉพาะท่ามกลางกระแสหนังตลาดแบบนี้ สรุปว่า แนะนำให้ไปดู ไม่ตายหรอกคุณ (รอบที่ผมไปดู เกย์เยอะมากๆ แต่ปลอดภัยนะ )
นอกเรื่องหน่อยใครได้ไปดู บีวิทยูที่ ลิโด้บ้าง หนังรักโรแมนติกดีแบบญี่ปุ่นหนะ เรื่อยๆ แต่ว่า ตอนเราไปดูนี่คนเต็มโรงลิโด้เลยอะ แปลกใจมากๆ ยืนโรงนานแล้วด้วย

#7 By ป๋า (203.170.159.79) on 2005-05-30 22:55

ยาวดีแท้
(แอบถอนใจก่อนอ่าน 55+)

ตั้งใจอ่านน๊า
ย่อหน้าแรกอ่ะ
และตั้งใจอ่านมากกว่าเดิม ในย่อหน้าสอง

.
.

.
.
.
ได้อะไรดีๆหลายอย่างค่ะ
และไม่เข้าใจอีกหลายอย่างด้วย ^-^

#8 By lemoned on 2005-05-31 01:30

ฟู่!! *ปาดเหงื่อ
อ่านจบซักที...ยาวมากเลย
แตรู้สึกดีที่ได้อ่าน...ไม่เสียเวลาที่ได้อ่าน

#9 By ★* SHiN *★ on 2005-05-31 02:58

อืม หนังสือของสำนักพิมพ์คบไฟอ่านยากอ่ะ
ปรัชญาบานเบอะ ลองหาเรื่องขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน(คบไฟเหมือนกันอ่านสิ
สนุกแบบมีสาระ

ตอบคำถาม
ปมอิดิปุสหรือปมปิตุฆาต (Oedipus Complex)
คำที่ใช้อธิบายอาการรักแม่แต่เกลียดพ่อของเด็กผู้ชาย
เหตุที่ใช้คำว่าอิดิปุสนั้น เพราะยืมมาจากชื่อตัวละครในเทพนิยายกรีก
อิดิปุสเป็นเจ้าชายเมืองธีบส์ลูกของราชาเลอุสกับพระนางโยคาสตา เกิดมาพร้อมกับคำทำนายว่าจะฆ่าบิดาของตน อิดิปุสจึงถูกเอาไปทิ้งตั้งแต่แบเบาะ แต่มีคนเลี้ยงแกะเก็บเขาไปถวายเจ้าเมืองกอรินธ์ซึ่งไม่มีลูก เมื่ออิดิปุสโตขึ้นมาเขาออกเดินทางจากเมืองกอรินธ์นั้นระหว่างทางได้ฆ่าชายชราคนหนึ่งซึ่งก็คือเลอุสพ่อแท้ ๆ ของเขา เมื่อเขาไปถึงเมืองธีบส์บ้านเกิดพบว่ามีสฟิงซ์คุกคามประชาชน เขาเดินทางไปปราบสฟิงซ์ด้วยการตอบคำถามที่ว่า สัตว์อะไรมีสี่ขา สองขา และสามขาในตัวเดียวกัน คำตอบคือมนุษย์ อิดิปุสตอบถูกสฟิงซ์คลั่ง โดดจากหน้าผาฆ่าตัวตาย(โง่เนาะ) ชาวเมืองจึงยกอิดิปุสให้เป็นกษัตริย์ อิดิปุสแต่งงานกับนางโยคาสตาแม่ของตัวเอง แล้วมีลูกด้วยกัน ครองราชย์ได้ไม่นานเกิดโรคระบาดและอาเพศต่าง ๆ โหรทำนายว่าเพราะเกิดเรื่องผิดจารีตอัปมงคลในเมือง อิดิปุสจึงสืบเรื่องนี้ เมื่อรู้ว่าตัวเองฆ่าพ่อแล้วแต่งงานกับแม่ก็ควักลูกตาของตัวเองออกทั้งสองข้าง(โทษฐานมีตาหามีแววไม่) แล้วเนรเทศตัวเองออกไปนอกเมือง ส่วนนางโยคาสตาทนความอดสูไม่ไหว ฆ่าตัวตาย

ซิกมันด์ฟรอยด์นักจิตวิเคราะห์จึงเอาชื่อนี้มาอธิบายภาวะที่เด็กชายทุกคนต้องเผชิญในวัย 3-6 ขวบ ซึ่งเด็กชายต้องการความรักความอบอุ่นจากแม่สูง หวงแม่ เกลียดคนที่มาแย่งชิงความรักของแม่ไปจากตน ในกรณีนี้พ่อก็เลยซวยไปเพราะดันเป็นคนรักของแม่ พ่อเป็นตัวแทนของอำนาจ เป็นสัญลักษณ์ของการลงโทษ และใช้อำนาจนั้นบีบบังคับให้เด็กชายให้เหินห่างจากความรักครั้งแรกของชีวิต
ฟรอยด์ให้ความสนใจเรื่องแรงผลักดันทางเพศมาก เขาจึงเชื่อว่าแรงผลักดันทางเพศในตัวเด็กก่อให้เกิดพฤติกรรมรักผู้ปกครองที่มีเพศตรงข้ามกับตน

ในผู้หญิงก็มีปมแบบเดียวกันคือปมอิเล็กตรา(Electra Complex) ภาวะของเด็กหญิงที่รักพ่อแต่เกลียดแม่ ซึ่งก็ยืมชื่อมาจากเทพนิยายกรีกอีกน่ะแหละ(ไม่เล่าแล้วเดี๋ยวไม่จบ)

ภาวะทางจิตทั้งสองนี้จะถูกเก็บกดไว้ใต้จิตสำนึกของเด็กเหลือเพียงอาการติดแม่ของเด็กชาย ส่วนเด็กหญิงจะติดพ่อ รวมทั้งอาจส่งผลในการเลือกคู่ครองในอนาคต ผู้ชายจะเลือกหญิงสาวที่มีลักษณะคล้ายแม่ของตน ส่วยหญิงสาวจะเลือกชายหนุ่มที่มีลักษณะคล้ายพ่อ

จบ(ยาวไปมั้ยเนี่ย)

#10 By pisces on 2005-05-31 13:28

หึหึ
สาระมากมาย
ขอบคุณแทนเพื่อนผมด้วยนะครับ

#11 By blackholesun on 2005-05-31 13:47

(อ่านจบแล้วตาค้าง)
แต่มันก็แอบอ่านเพลินอ่ะ (ถึงจะไม่เข้าใจนิดๆ)

#12 By ||*Just JaZZ*|| on 2005-05-31 19:53

Ment
เหอะๆ ==" อัพยาม มากส์ๆ
อึ้งกิ่มกี่...แบบว่า...
ต้องใช้ สมาธิ (อันแสนสั้น) ในการคิด เลย
โหะๆ...อ่านๆๆๆๆ...ชอบๆ เหอะๆ

#14 By Hiraya* on 2005-05-31 20:33

โหหห มายาวเหลือเกินอ่ะ ยุ้ยขอโทคนะ อ่านไม่หมดอ่ะ แหะๆ แต่ไดสวยอ่ะ ชอบ

#15 By แก้มยุ้ย on 2005-06-02 10:51

แม่งบ้า

#16 By เจ๊ (61.91.106.36) on 2005-07-01 18:50

ไม่รุ้ไป เยอรมัน
แล้วแม่งจะลดความบ้าลงเปล่า
เพราะถ่ายทอดเป้นเยอรมันไม่ค่อยได้
..แก่กว่า กวนตีนได้เว้ย
ฮ่าฮ่า

#17 By เจเจ๊ (61.91.106.36) on 2005-07-01 18:52

You wouldn't xanax be asking How did not sold and buy xanax online!

#18 By xanax (72.36.223.73) on 2006-04-15 23:48

Miller I mean the events in this-wait a look at. He sighed bellowed in the damaged French twist showing off

#19 By buy tramadol (72.36.223.73) on 2006-04-16 09:13

Well done!

#20 By tramadol (72.36.223.73) on 2006-05-07 05:18

very best blog!

#21 By paxil cr (72.36.223.73) on 2006-05-07 09:03